เมื่อ (นคร)สวรรค์ เป็นบาดาล
ช่วงวันจันทร์ ที่ 10 ตุลาฯ ผมวางแผนไว้ว่าจะกลับบ้านไปดูสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาที่นครสวรรค์ ปรากฏว่าวันนั้นตอน 10 โมงเช้า twitter เต็มไปด้วยคำว่า "
นครสวรรค์เขื่อนแตก!"
10 ตุลาคม 2554 10:30น เขื่อนริมน้ำเจ้าพระยาของนครสวรรค์แตกลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้น้ำทะลักเข้าย่านเศรษฐกิจของนครสวรรค์
ขอสวมหมวกอาจารย์วิชาภูมิศาสตร์ชั่วคราว, นครสวรรค์ เป็นจุดรวมของแม่น้ำ 4 สายของไทย คือ ปิง วัง ยม น่าน และบรรจบกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ (หรือที่เรามักได้ยินว่า ปากน้ำโพ)
ลักษณะของอำเภอเมืองนครสวรรค์ ด้านหน้าเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนด้านหลังเมืองมีเนินเขา เรียกว่าด้านหน้ามีแม่น้ำ ด้านหลังอิงภูเขาตามหลักฮวงจุ้ยที่ดีเลยทีเดียว โดยพื้นที่ทั้งหมดจะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะกับการทำเกษตร และแน่นอนว่าต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงแน่นอน แต่สมบูรณ์ขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่จะมีมนุษย์พยายามตั้งชุมชน

ภูมิศาสตร์เมืองนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) จุดที่ผมพ่นสีฟ้าคือน้ำท่วมหมดแล้ว สีแดงคือโซนเนินเขาและที่สูง ส่วนน้ำเงินคือกำแพงคอนกรีตและคันดินชั่วคราว สีส้มคือกำแพงคอนกรีตซึ่งจะสูงกว่าสีน้ำเงิน
จากคำผู้ใหญ่ เขาบอกว่าน้ำท่วมปี 2538 หนักที่สุดตั้งแต่เจอมา และนับจากนั้นมา เทศบาลนครสวรรค์ก็พยายามสร้างเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยา วางระบบระบายน้ำใหม่หมด ใช้เวลาหลายปีในการสร้าง แต่นครสวรรค์ก็ไม่เคยเจอน้ำท่วมอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา ในขณะที่ที่อื่นยังคงท่วม เช่น ปี 2549 ที่อ่างทอง สิงห์บุรี
มาถึงปัจจุบัน ปี 2554 ผมจำไม่ได้ว่าประเทศไทยเริ่มสัมผัสน้ำท่วมช่วงไหน แต่แม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอเมืองนครสวรรค์เริ่มสูงขึ้นจนจะถึงริมตลิ่ง ทางเทศบาลจะเอาดินคลุกหินมาถมถนนเป็นกำแพงอีกชั้นทันที เพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วมฉับพลัน โดยจะถมริมตลิ่งในเขตเศรษฐกิจทั้งเมือง
ซ้ายสุดคือน้ำเจ้าพระยา ที่เห็นเป็นไม้คือกำแพงคอนกรีตกระสอบทรายต่อขึ้นมาแล้วมีไม้ล็อคไม่ให้กระสอบหลุด ถัดมาเป็นดิรคลุกหินผมเป็นกำแพงสูงเท่า2-3เมตร และมีน้ำคั่นกลางเพื่อให้น้ำเป็นตัวเชื่อมคอยดันกำแพงคอนกรีตอีกที (โมเดลน้ำดันน้ำ ที่กำลังฮิตเป็นที่พูดถึงกัน ณ เวลานี้) (ภาพจาก
http://nsm.go.th)
ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา น้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ และเทศบาลก็ถมดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ระดับน้ำและระดับดินสูงเกือบเท่าบ้านหนึ่งชั้นหรือราวๆ 2 เมตรกว่า แถมมีกระสอบทรายซ้อนที่ยอดอีกสองสามชั้น ซึ่งเข้าใจว่าคงมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถถมดินสูงต่อไปได้ ผมยังเปรยเล่นๆกับแม่และเพื่อนเลยว่า ถ้าถล่มขึ้นมาคงเหมือน "สึนามิ" เลยทีเดียว
และแล้วจันทร์ ที่ 10 ตุลาฯ ตอน 10 โมงเช้า ทุกอย่างก็พังทลาย (ด้วยสาเหตุใดผมไม่ทราบ เพราะข่าวลือเยอะมาก) น้ำทะลักเข้าเมืองนครสวรรค์ย่านเศรษฐกิจ ตอนนั้นผมเตรียมเดินทางเพื่อกลับบ้านพอดี มันใช้เวลาเดินทางถึง 5 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ ถึงนครสวรรค์ (เพราะต้องอ้อมอยุธยาที่น้ำท่วมออกไปทาง ปทุมฯ สุพรรณ อ่างทอง ) ปรากฏว่า 17:00น บ้านผมยังคงแห้งสนิท ในขณะที่ในตลาดริมน้ำได้จมบาดาล และข่าวทุกช่องพร้อมใจรายงานถึงนครสวรรค์
ที่บ้านผมขนของย้ายไปชั้นสองไว้หลายวันก่อน แล้วทุกคนก็ขึ้นไปนั่งรอชั้นสองเรียบร้อย พร้อมน้ำ ไฟ เสบียง แก๊ซ ทุกอย่างพร้อมมาก ตอนนั้นน้ำเริ่มเอ่อข้างบ้านที่ต่ำกว่าบ้านผมมาแล้ว จนช่วง 19:00 มันก็เลยเข้ามาพื้นหน้าบ้าน แล้วผมก็ยืนมองน้ำค่อยๆไหลเข้าบ้านทีละนิดๆ ท้ังผมและครอบครัวค่อนข้างไม่ทุกข์ร้อนเท่าใดนัก ห่วงก็แต่ มันจะสูงสักแค่ไหน (ซึ่งบ้านเพื่อนๆในนครสวรรค์เท่าที่ผมรู้ก็เช่นเดียวกัน คือ เตรียมพร้อมเพื่อวันนี้แล้ว)
ที่บ้านเตรียมพร้อมทุกอย่างเรียบร้อย
หลังจากเตรียมความพร้อมทุกอย่าง ก็ได้แต่ยืนมองน้ำเริ่มเอ่อท่วมบ้านตัวเองทีละนิดๆ
คืนนั้นน้ำท่วมสูงประมาณเมตรกว่า ทุกคนและผมก็ไปนอน ตื่นเช้ามาวันที่ 11 ตุลาฯ ปรากฏว่า น้ำสูงกว่าเดิมพอสมควร ซึ่งสูงกว่าปี 2538 เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ทั้งบ้านกังวลคือ อาม่า อาอี๊ และเจ้าโม หลานสาวผม ที่อยากให้อพยพก่อนที่น้ำจะสูงกว่านี้ ไม่แน่ใจว่าใครไปบีฟเหล่าญาติๆ เช้าวันนั้นสายเข้าหาอาม่าผมตลอด เพื่อขอให้ย้ายออกจากบ้าน และปิดท้ายจนตอนเที่ยง ผมต้องไปพูดย้ำ จนแกยอมย้ายออกจากบ้าน
อาม่าผมหนักเกือบร้อยกิโล แถมการออกจากบ้านต้องปีนหน้าต่างเดินบนหลังคา แล้วไปลงเรือ ดังนั้นถ้าใช้เรือที่มีอยู่จะลำเล็กมากผมคิดว่าไม่ปลอดภัย จึงรีบติดต่อหน่วยกู้ภัยเพื่อขอเรือลำใหญ่มารับทันที หลังจากอาม่า อาอี๊ แม่ หลานสาว อพยพออกไป ผมก็เบาใจขึ้นอีกเปราะ ส่วนคนที่อยู่เฝ้าบ้านนอกจากผม ก็จะมีอาโกว อาเจ็ก และแฟนอาโกว รวม 4 คน
เช้าวันที่ 11ตุลาฯ น้ำสูงประมาณ 1 เมตรได้
ช่วงบ่ายเห็นทีท่าไม่ดี น้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องอพยพครอบครัวออกไปอยู่บ้านที่ญาติๆหาไว้บนเขาแทน ลำบากมากครับที่คนสูงอายุเช่นอาม่าผม ต้องปีนหลังคาลงเรือ ดังนั้นผมแนะนำทุกคนเลยว่าให้อพยพก่อนตอนที่ยังทำได้ง่ายครับ อันตรายมาก เพราะเราคาดการน้ำไม่ได้เลย
คืนนั้นมีข่าวลือว่าน้ำจะมาอีกเมตรกว่าๆ ซึ่งก็นอนผวากันทีเดียวว่าน้ำจะท่วมถึงเตียงชั้นสองตอนไหน เพราะเวลานั้น ถ้าขึ้นแค่ 1เมตรนิดๆ (7ขั้นบันได) ก็ถึงพื้นชั้นสองบ้านผมแล้ว
และในคืนนั้นเองหลังจากน้ำถล่มย่านเศรษฐกิจในเมืองไปแล้ว ก็เริ่มทะลักเข้าย่านราชการต่อ โดยถนนสายเอเชียถูกท่วมจนรถเล็กไม่สามารถวิ่งได้
เช้าวันที่ 12 ตุลาฯ น้ำสูงมากขึ้นกว่าเดิม และอีก 5 ขั้นบันได จะถึงพื้นชั้นสอง ผมประเมินว่าความสูงมิดหัวผมระดับนี้ น่าจะถึง 2เมตรเลยทีเดียว และที่ซ้ำเติมกว่าเดิมคือ ตอน 10 โมงเช้า ไฟฟ้าถูกตัดทั้งเมืองนครสวรรค์ และตามด้วยการถูกตัดน้ำปะปา ไม่นานนักผู้ว่าฯนครสวรรค์ประกาศภาวะฉุกเฉินออกทีวี(อ่านจาก twitter)ให้อพยพทั้งเมืองใน 24ชั่วโมง ตามด้วยมีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านบ้านผมอยู่หลายรอบ ประกาศว่า ให้เก็บของขึ้นให้เสร็จภายใน 18:00น และเตรียมพร้อมสำหรับการถูกตัดไฟ (ซึ่งบ้านผมถูกตัดเรียบร้อยไปแล้ว) คราวนี้เองครับ ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเป็นผู้ประสบภัยเต็มขั้นทันที
วันที่ 12 ตุลา น้ำสูงขึ้นกว่าเดิมอีกประมาณ 50cm
วันนั้นผมและทุกคนในบ้านตัดสินใจอยู่สู้เฝ้าบ้านกันต่อ แล้วก็เร่งขนของบนชั้นสอง ให้สูงขึ้นไปอีก บางอย่างขนขึ้นโต๊ะ บางอย่างห่อถุงไว้ สินค้าพวกผัก หัวหอมที่บ้านผมขาย ต้องเจาะหลังคาไปไว้ด้านบนสุด ณ เวลานั้นเราคาดการระดับน้ำไม่ได้เลย มีแต่ข่าวแพร่สะพัดจากทุกสื่อว่าน้ำจะขึ้นอีกเรื่อยๆ
ผมเริ่มหยุดรับข่าวสารทาง twitter เพื่อประหยัดแบตมือถือ และได้ทวีตทิ้งเบอร์บ้านไว้ จากนั้นคุยกับอาเจ็กว่าสมควรพายเรือออกไปซื้อของเพิ่มที่ Big C ใกล้บ้าน ซึ่งน้ำยังท่วมไม่ถึง
พายเรือออกไปหาเสบียงที่ Big C, ต้องขอบคุณพนักงาน Big C นครสวรรค์ โซน Food Court ที่ขายน้ำเปล่าเย็นๆให้ราคาทุน (7 บาท) เขาบอกช่วยๆกันครับ ผมเลยยกมา 34 ขวด (ซื้อบัตร 100บาท โปรโมชั่นฟรี 20 เลยซื้อมา 2 ใบเลย) แล้วผมก็ขอน้ำแข็ง แกเลยให้มาฟรีๆ อีกถุงใหญ่ๆ
คืนนั้นมืดมิดทั้งเมือง เราปีนหน้าต่างออกไปกินข้าวบนหลังคาเพื่อรับลม โชคดีที่บ้านผมมีเทียนและเตรียมไฟฉายไว้พอสมควร จึงไม่มืดมาก เรากินข้าวและอาหารที่เหลือจากตอนกลางวัน คุยในเรื่องระดับน้ำที่ประเมินไม่ได้ เราเปิดวิทยุทรานซิสเตอร์ใส่ถ่ายเก่าๆ เพื่อรับฟังข่าวสารภายนอก และอาศัยโทรศัพท์บ้านกับโทรศัพท์มือถือที่แบตเหลือไม่กี่ขีด ติดต่อกับคนรู้จักทุกคนที่คาดว่าจะรู้ข่าวเรื่องน้ำ

นั่งกินข้าวบนหลังคาชั้นสอง ข้างนอกมืดมิดและยุงก็เยอะ แต่ก็ยอมทนครับ เพราะในบ้านร้อนมาก
คืนนั้นเราเข้านอนกันตอน 5 ทุ่ม หลับๆ ตื่นๆ ผลัดกันส่องไฟดูน้ำว่าจะขึ้นมาถึงชั้นสองของบ้านไหม และสาดส่องไปเพื่อป้องกันคนแปลกหน้าหรือสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาบุกรุกด้วย อาโกวผมมาเล่าตอนเช้าว่าเครียดมากและนอนไม่หลับเลยทีเดียว
13 ตุลาฯ ชีวิตผมเริ่มเดินไปอย่างเงียบๆ ไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้ัเวลาและข่าวสารภายนอกสักเท่าไร มีเพียงโทรศัพท์จากฟอร์ด (@FordAntiTrust) พี่เติ้งร้านเรียนดี (@gnert) และครอบครัวบนเขาที่คอยส่งข่าว วันนี้โชคดีครับที่น้ำนิ่งๆ (แต่ก็ขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5cm) และน้ำปะปาก็ไหลเป็นปกติแล้ว เนื่องจากเขากู้เครื่องปั๊มน้ำของเมืองได้สำเร็จ
วันนี้ผมเห็นคนขนโลงศพไปทางเรือ และมีขนเดินเข้ามาทางโรงพยาบาลปากน้ำโพสองครั้งติดๆ ตายด้วยสาเหตุเดียกวันคือถูกไฟช็อต ตรงนี้ต้องระวังเลยทีเดียว ถ้าน้ำท่วมต้องรีบตัดไฟ
ช่วงกลางคืน ผมได้ยินเสียงรถเครน รถบรรทุกมาจากทางถนนสายเอเชีย เข้าใจว่าเขาน่าจะเร่งระดมทำคันกั้นน้ำเพื่อไม่ให้น้ำจากย่านเศรษฐกิจไหลทะลักเข้าถนนและกระจายไปอีกฝั่งที่เป็นเขตราชการ
และอีกเช่นกันครับ คืนนี้มีแต่คนโทรมาเตือนว่าน้ำจะขึ้นอีก 1 เมตร แต่ผมพอจะมั่นใจได้แล้วว่า ถ้ามีข่าวว่ามา 1 เมตร แปลว่าจะถึงทางบ้านผม 10-30cm เพราะมันจะต้องกระจายไปที่อื่นก่อน ก้ได้อธิบายแนวคิดนี้ให้อาโกวฟัง ผมก็ไม่รู้ว่าแกเบาใจลงบ้างหรือเปล่า

มีลุ้นระดับน้ำทุกวันทุกคืน เลยทีเดียว นี่คือระดับน้ำวันที่ 14ตุลาฯ
วันที่ 14 และ 15 ตุลาฯ ผมเริ่มชินกับการอยู่แบบนี้พอสมควร กลางวันสังเกตุน้ำที่ขึ้นมาเรื่อยๆเล็กน้อย และพูดคุยกันในครอบครัว ทำอาหารกินกัน เที่ยงๆก็จะมีแม่ผมบ้าง พี่สาว ให้พายเรือออกไปรับอาหาร ตกเย็นพายเรือออกไปหาซื้อของที่ Big C (ขอบคุณพนักงาน Big C มากๆ ที่ขายน้ำเปล่าในราคาถูกกว่าป้ายและแบ่งน้ำแข็งให้), ชาร์ตแบตมือถือที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน (ขอบคุณ รพ.ปากน้ำโพ มากครับที่ให้ใช้ไฟฟรี)
ระดับน้ำวันที่ 14ตุลาฯ สูงขึ้นเกือบมิดประตูบ้านผมแล้ว
ตกกลางคืน ก็จุดเทียน เปิดไฟฉาย ล้อมวงกินข้าว พูดคุย ฟังวิทยุ โทรหาเพื่อนๆเพื่อสอบถามความเป็นไปในโลกภายนอก ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่ลำบาก จะมีเพียงแค่อากาศร้อนและยุงเยอะ แต่ก็โชคดีที่ช่วงวันที่ 14-15 อากาศนครสวรรค์เริ่มเย็นในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด จึงนอนสบายเลยทีเดียว

ทั้งเมืองและในบ้าน มืดมิด ต้องอาศัยแสงเทียน และไฟฉาย
16 ตุลาฯ ผมต้องย้ายไปอยู่บ้านแม่ผมอีกแห่ง เพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ออกมาดูสภาพเมืองนครสวรรค์ ซึ่งการเดินทางจะต้องไปรอที่จุดรับ-ส่งที่ทางเทศบาลกำหนด (หน้าค่ายทหาร, Big C, สนามกีฬากลางจังหวัด, เทศบาล) และจะมีรถ GMC ทหารบ้าง รถบรรรทุกของกรมทางหลวงบ้าง ของหลายจังหวัดมาคอยรับส่ง ซึ่งการเดินทางสะดวกมากครับ แต่จะลำบากหน่อยตอนปีนขึ้นรถ เพราะรถสูงมาก

รถทหาร GMC ถูกนำมาใช้เป็นรถโดยสารในเมือง และถนนสายเอเชียเป็นอัมพาตจากน้ำท่วม ทำให้ภาคเหนือและกลางของไทยแทบถูกตัดขาด เดินทางลำบากมาก
รถพาผมวิ่งจาก Big C ไปตามถนนสายเอเชีย ระหว่างทาง รู้สึกเหมือนอยู่ในภาพยนตร์ เมืองร้างที่เพิ่งผ่านสงคราม ข้างทางเต็มไปด้วยน้ำ กองดิน กองหิน รถเครน รถทหารวิ่งไปมาขวักไขว่ กระแสน้ำค่อนข้างแรงเทจากฝั่งเศรษฐกิจไปฝั่งราชการ
วันนั้นเองผมต้องไปเทศบาลกับที่บ้านเพื่อทำเรื่องขอเงิน 5000 ซึ่งรู้สึกว่ามันยุ่งยากมากๆ เพราะต้องถ่ายรูปบ้านที่ท่วม 4รูป อัดรูปออกมา พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เอกสารคำร้องขอ ซึ่งถ้าเป็นในภาวะปกติผมไม่มีปัญหา แต่ภาวะแบบนี้ จะต้องพายเรือไปถ่ายรูป หาร้านอัดรูปก็ยาก ร้านถ่ายเอกสารก็ยาก แถมข้อระเบียบของการขอก็ไม่ชัดเจนในกรณีคนมีบ้านหลายหลังหรือมีบ้านเช่า เพราะคนหนึ่งจะยื่นได้แค่บ้านหลังเดียวเท่านั้น

ตลาดนครสวรรค์ถูกย้ายมาเนินเขาแถวเทศบาลทั้งหมด และการขอยื่นเรื่องขอเงินรัฐบาล 5,000บาท เป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการทำหลักฐานและต้องลุยน้ำเดินทางมาด้วยตัวเอง
17 ตุลาฯ วันสุดท้ายที่ผมอยู่นครสวรรค์ เช้านั้นอากาศเย็นๆ และมีฝนตก ผมออกเดินทางด้วยรถตู้ตอน 10 โมงเช้า เริ่มต้นจาก นครสวรรค์ ลาดยาว บ้านไร่ อุทัยธานี อู่ทอง สุพรรณ ไทรน้อย บางบัวทอง และ กรุงเทพ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ค่ารถ 300 บาท ได้เที่ยวทั่วภาคกลางเลย คุ้มค่าสุดๆ คนขับรถตู้เล่าว่าต้องตื่นเช้ามาทำแผนเดินรถทุกวัน และพอเดินทางจริง ก็ต้องคิดหาทางใหม่เสมอ เพราะบางทีวันแรกไปได้แต่อีกวันน้ำท่วมไปแล้วก็มีทุกวันๆ แต่เที่ยวนี้โชคดีที่มีคนรู้ทาง ไม่เช่นนั้นจะนานกว่านี้

เส้นทางสีแดงคือเส้นปกติ(3ชม) เส้นสีน้ำเงินคือเส้นที่หลบหลีกน้ำท่วมจากนครสวรรค์ มากรุงเทพฯ(6ชม)