คนเรามุ่งมั่นหาบุญ มุ่งมั่นทำดี เป้าหมายเพื่ออะไรบางอยากเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ได้ทำเพื่อปรับปรุงตัวเอง การกระทำเหล่านั้นบางทีมันไม่ได้ทำให้ตัวเขามีความสุขหรอก แถมมีทุกข์เพิ่มมากขึ้นด้วย เรื่องธรรมะแทนที่จะเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องของชีวิต เรื่องของความสมถะ เรื่องความห่างไกลกิเลส แต่คนเรากลับเติมเต็มความเยอะเข้ามาในชีวิต พิธีรีตอง วัตถุบูชา สุดท้ายแล้วถ้าเราลองกลับมาคิดให้ดีอีกที เราไม่ได้บูชาธรรมหรือบูชาพระพุทธเจ้าหรอก เราย้อนกลับไปเป็นพวกคนป่าที่บูชาผี บูชาอะไรก็ตามที่เราเชื่อว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ดลบรรดาลให้เราเจอทางลัดไปสู่ความคาดหวังของเราโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย

ที่มา: แน่ใจเหรอว่าเราบูชาธรรม??

942838_10152825691255644_2147376178_n

หนังสือประเภท เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเยอะแฮะ
เทรนด์ทำการตลาดระดับจิตวิทยามาแรง ผู้บริโภคแบบเราๆก็ไม่รู้ตัวมากขึ้น
การตลาดแบบเก่าๆ demand supplies ก็แทบไม่มีผล

ถ้านักการตลาดรุ่นใหม่เหล่านี้เขาสามารถทำให้คนนอนอยู่ที่บ้านไม่คิดอะไร
แต่สามารถลุกออกจากบ้านไปซื้อสินค้าเขาได้
เหมือนกับนอนอยู่บ้านไม่ได้อยากได้มือถือ
แต่คืนหนึ่งเสล่อไปดูงานเปิดตัว iphone4 ที่สตีฟจ็อบพูด
แล้ววันรุ่งขึ้นต้องไปต่อแถวซื้อทันที..

ดังนั้นผู้บริโภคแบบเราควรมีเกราะป้องกันการตลาดแบบนี้ดีๆ
นั่นคือ สติและปัญญา เท่านั้น ที่จะรู้เท่าทันอารมณ์และความต้องการของตนเอง
และระงับความอยากได้

จะว่าไปนอกจากในรูป ก็มีเล่มดังๆ อีกสองเล่ม ที่น่าอ่านมากของ Dan Ariely คือ

"พฤติกรรมพยากรณ์ (Predictably Irrational)"
และ "เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล (The Upside of Irrationality)"

ของพวกนี้ เป็นดาบสองคม แต่ถ้าเราอ่านเอาสนุก อ่านเอาความรู้
อ่านเอาความเท่าทันของการตลาด ก็จะดีมากครับ ผมแนะนำเลย

-