ย้อนกลับไปอ่าน "คู่มือมนุษย์"*1 ของ ท่านพุทธทาส. ได้กล่าวถึงคำว่า "พุทธศาสนาเนื้องอก" แล้วย้อนกลับไปคิดถึงชาวคริสเตียนท่านหนึ่งบอกว่าเคยนับถือพุทธ ทำบุญตักบาตรทุกวัน เป็นผู้นำสวดมนตร์ อ่านพระไตรปิฏก แต่แล้วก็ไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีความสุข ไม่พ้นทุกข์

มีความรู้สึกว่าหากชาวพุทธเป็นเช่นนี้ อาจจะไม่ถึงอีก 2,500 ปี*2 ศาสนาพุทธ ก็คงสูญสิ้นไปจากโลก ไม่ใช่เพราะศาสนาอื่นมากลืนเรา แต่เป็นเพราะชาวพุทธยึดถือ "พุทธศาสนา เนื้องอก" นั่นเอง

ว่าดังนี้แล้ว ก็ขอเอาปัญญาอันน้อยนิดของผม ตีแผ่ลงใน entry นี้ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน พุทธศาสนาเนื้องอกและการหลงผิดทั้งหลาย

แก่นของพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว คือ การพ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ไม่มีทุกข์แล้วมีสุข แต่หมายถึง การอยู่เหนือทุกข์และสุขทั้งหลาย ซึ่งโลกแห่งการเหนือสิ่งสองสิ่งนี้เรียกว่า โลกุตระ*3

ลองมองไปรอบๆ ตัวเรา เราจะพบว่าไม่มีอะไรเราสามารถควบคุมมันได้ แม้แต่ตัวเราเอง ห้ามผมหยุดหงอก ห้ามหนังเหี่ยวย่น ห้ามเท้าเหน็บชา ห้ามไม่สบาย ดังนั้น สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่ของเราที่แท้จริง ถ้ามันเป็นของเรา เราจะต้องควบคุมได้ ใช่หรือไม่?

สรุปคือ ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราแม้แต่ตัวเราเอง สิ่งต่างๆ ยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าจะควบคุมมันได้ (ถ้าจะบอกว่าแฟนที่รักกันปานจะดม ชี้นิ้วสั่งได้ ถ้าอย่างนั้นต้องลองสั่งให้เขาห้ามตาย ห้ามแก่)

เมื่อเราเข้าใจดังนี้แล้ว เราจะพบว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบเรื่อง ไตรลักษณ์ ที่มี อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) อนัตตา (ความไม่มีตัวตน) เป็นเรื่องจริง แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงหนีไม่พ้น

เมื่อมันเป็นเช่นนี้ เราคงไม่สามารถอ้อนวอนพระเจ้าองค์ใด*4 หรือ ใช้เวทมนตร์คาถา ปัดเป่าให้ ความทุกข์หายไปได้ แล้วคราวนี้เราจะทำอย่างไรล่ะ

พุทธศาสนาให้คำตอบในข้อนี้ไว้ว่า "คุณไม่ควรไปยึดติดสิ่งใดๆ" หรือพูดอีกลักษณะหนึ่งว่า "ปล่อยวาง" นั่นเอง

เมื่อคุณไม่ยึดติดว่า คนนี้สวยหรือไม่สวย อาหารนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กลิ่นนี้หอมหรือไม่หอม เสียงนี้ไพเราะหรือไม่ไพเราะ สัมผัสนี้นุ่มนวลหรือไม่นุ่มนวล. มันจะทำให้คุณปล่อยวางจากสิ่งเหล่านั้น สามารถมองสิ่งๆ นั้นตามความเป็นจริง

ตัวอย่างเช่น ผมเคยกินผัดไทยยาย มาตลอด อร่อยมากๆ แต่พอได้มีโอกาสไปลองกินผัดไทยร้านเจ๊แดง กลับรู้สึกว่ามันอร่อยกว่า ดังนี้แล้วผมยึดติดว่า เวลากินผัดไทย ต้องเจ๊แดงเท่านั้น เวลาให้ใครซื้อ ซื้อมาผิดร้านจะไม่พอใจ หรือวันไหนอยากกินแต่ไม่ได้กินก็จะกระวนกระวายใจ

ซึ่งตัวอย่างที่บอกเป็นอาการของการเกิดความทุกข์ เนื่องจากการยึดติดผัดไทยเจ๊แดง

แต่เมื่อมองในความเป็นจริง ผัดไทยเป็นเพียงอาหารเพื่อบรรเทาความหิวของเราเท่านั้น ไม่มีกินเลยสิสำคัญกว่า เราก็จะเริ่มคลายความยึดติดได้ในระดับหนึ่ง. แต่หากต้องการความปล่อยวางมากกว่านั้น ก็พิจารณากันไปเลยว่า ผัดไทยคือเส้นแป้ง ผสมนั่นผสมนี่ ออกมาเป็นรสชาติอย่างนี้ ซึ่ง เรากินเพราะอยาก ไม่ได้กินเพราะหิว หากบรรเทาความหิว เรากินอะไรก็ได้ เพราะดีกว่าไม่มีกิน แล้วทำให้ร่างกายต้องเป็นทุกข์

ดังนั้น หากวันหนึ่งผมปล่อยวางได้ ผมจะกินผัดไทยร้านไหนก็ได้ สบายมาก ไม่ต้องเสียอารมณ์เวลาใครซื้อเจ้าอื่นมา หรือไม่ต้องกระวนกระวายว่าต้องร้านนี้เท่านั้น

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เราต้องนั่งทำงานที่บ้าน แต่เสียงรถผ่านไปมามันดังมากๆ เราจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิ เสียอารมณ์ต่างๆนานา

แต่พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจโลก ให้ปล่อยวาง เราไม่สามารถไปปิดเสียงนั้นได้ ไม่สามารถห้ามการจราจร ไม่สามารถห้ามรถวิ่งได้ เพราะเสียงนั้นมันดังของมันอยู่แล้ว ถ้าไม่ดังจะเรียกว่าเสียง ถ้าไม่เข้าหูจะเรียกว่าได้ยินได้เช่นไร เมื่อเข้าใจโลกเช่นนี้ จะรู้ึสึกผ่อนคลายทันทีว่าไม่ต้องไปสนใจมัน มันเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว

จากตัวอย่าง ดังนั้น เราจะพบว่า การปล่อยวาง การไม่ยึดติด จะทำให้พ้นทุกข์ได้

และจากตัวอย่าง เราจะพบว่า ทำไมพระพุทธศาสนาถึงกล่าวเรื่องของจิตใจ เรื่องตัวเรา เรื่องการพัฒนาตัวเรา เพราะด้วยเหตุที่ว่า ทุกอย่างมันเป็นของมันเช่นนั้น แต่เรานั่นเองเป็นผู้สร้างทุกข์ สร้างสุข จากสิ่งนั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับใคร อะไร หรือพระเจ้าองค์ใดทั้งสิ้น

เมื่อกล่าวเช่นนี้ มันก็สามารถโยงไปถึงเรื่องกรรม*5 ที่ว่า เราได้ทำอย่างหนึ่งขึ้น จึงเกิดผลอย่างหนึ่ง และส่งผลไปอีกหลายๆ อย่าง ต่อเนื่องกันไป ซึ่งอนาคตเราก็ต้องไปเจอผลของมันอีกครั้ง

ตัวอย่างเช่น กรรมระหว่างไปซื้อผัดไทย ต้องขี่มอไซต์ไปกิน ตากแดด เสียเงิน เพื่อระบายความใคร่ ผลของกรรมนี้คือ ตัวดำและเสียเงิน และเมื่อกลับถึงบ้าน หลายคนมักจะบ่นว่า ร้อนอิ๊บอ๋าย ตัวดำหมดเลย ประเทศไทยน่าจะอากาศเหมือนเมืองนอก แม่งเงินก็หมด กูน่าจะรวยๆ ทั้งๆ ที่ เป็นผู้คิด ผู้ทำเองทั้งนั้น แดดมันก็มีของมันอยู่แล้ว เงินก็มีอยู่เท่าที่หาได้อยู่แล้ว (แค่เหตุการนี้ มันต้องสาวไปหลายๆกรรมย้อนหลัง ว่าเพระาอะไรถึงอยาก เพระาอะไรเงินน้อย เพราะอะไรต้องขี่มอไซไป เพราะอะไรต้องตัวดำ โอ้ย สารพัดเกี่ยวโยง หากเปรียบว่า กรรม เหมือน world wide web ก็คงไม่ผิดนัก)

คราวนี้ ถ้าเรารู้จักปล่อยวาง เราก็อาจจะต้มมาม่ากืน ที่แม่เราซื้อมาให้ เพื่อระบายความหิว ตัวเราก็จะไม่ดำ ไม่เปลืองน้ำมัน เงินก็ยังอยู่ในกระเป๋า เพราะว่ากรรมที่ไปซื้อผัดไทย เราไม่ได้ก่อไว้ เราก็ไม่ต้องรับผลของมัน

ดังนั้น ทุกอย่างถูกกำหนดด้วย กรรม หรือ การกระทำ ของเรา ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าก็ทรงได้ให้หลักปฏิบัติเรื่อง มรรค 8*6 หรือหนทางทั้ง 8 (ซึ่งมี ๑.เห็นชอบ ๒.ดำริชอบ ๓.เจรจาชอบ ๔.ทำการชอบ ๕.เลี้ยงชีพชอบ ๖.เพียรชอบ ๗.ระลึกชอบ ๘.ตั้งจิตมั่นชอบ) ซึ่งหนทางนี้เองที่จะเป็นแนวทางในการทำกรรมดีที่สุด ไม่ให้เราสุดโต่งไป หรือ ตึงไป (ทางสายกลาง) เป็นทางอันประเสริฐ ที่ให้ทำกรรมอันประเสริฐ และจะไม่ทุกข์เพราะกรรมที่ทำตามมรรค 8 นี้

หนทางแห่งมรรค 8 นี้ เป็นหนทางไปสู่นิพพานเลยทีเดียว เพราะเราทำแต่กรรมดี ตัดขาดกรรมชั่ว ทั้งหลาย ดังนี้แล้วเราจะขึ้นชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา อย่างแท้จริง

เมื่อมีปัญญาคิดได้แล้ว สิ่งที่จะดำรงปัญญาให้คงอยู่ไว้กับเรา นั่นคือสมาธิ ตัวอย่างนี้ดูผมเป็นต้น ผมอ่านธรรมะ ผมรู้ธรรมะ แต่ผมเหมือนคนผีเข้าผีออก เดี๋ยวก็คิดได้ เดี่ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวก็เป็นสุข เพราะผมรู้ว่าควรทำอย่างไร แต่สมาธิผมไม่มี ผมจะปฏิบัติตามที่รู้ ก็ได้เพียงระยะสั้นๆ ไม่กี่วัน พอสมาธิเสื่อม เริ่มลืมในสิ่งที่คิดได้ มันก็กลับมาบ้าบอเหมือนเดิม นี่แหละ ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดเจนดี

ดังนั้นผมจึงต้องปฏิบัติเรื่องสมาธิให้มากๆ ที่สุดเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะรำไทเก๊ก ทำงาน หรืออื่นๆ แต่สมาธิเหล่านี้เป็นสมาธิชั่วคราว สมาธิทางโลก สมาธิเพื่อคิดในเรื่องที่กำลังทำ ไม่ใช่สมาธิในทางสงบ หรือสมาธิเพื่อรู้จักตนเอง แต่ก็ยังดีที่มีสมาธิ ดีกว่าไม่มีเลย เพระาถ้าไม่มีสมาธิตัวนี้ งานคงไม่เสร็จ จำอะไรก็คงจำไม่ได้ ทำอะไรก็คงไม่สำเร็จ ดังนั้นมนุษย์เราก็คงต้องเริ่มจากสมาธิในการใช้ชีวิตก่อน แล้วเมื่อมีเวลาว่างก็ไปทำสมาธิเพื่อความสงบดูบ้าง ( สอนตัวเองไปในตัว :D )

และวิธีเริ่มต้นที่จะทำให้สมาธิเราดีได้นั้น เริ่มจากการถือศีล เอาเพียงศีล 5 ก็พอ เมื่อมีศีล จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ทำอะไรที่เป็นเหตุให้ฟุ้งซ่าน อาการกังวลไม่มี สมาธิก็เกิดง่าย

มาถึงจุดนี้ เราจะสรุปได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรทำ จะทำอะไรก่อนก็ได้ แล้วแต่ใครจะถนัด หรือแล้วแต่โอกาส อย่างผมสนใจอ่านธรรมะ พอจะมีปัญญาบ้างเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น ผมก็ควรพัฒนาเรื่องสมาธิ และ ศีล

นี่คือแก่นธรรมที่แท้จริง ที่กลั่นมาจากประสบการณ์และการวิเคราะห์ของผม ผิดบ้างถูกบ้างก็ขออภัย แล้ว เชิญ ติชม ได้เลยนะครับ น้อมรับความเห็น

ยังไม่จบๆ เพราะผมยังไม่ได้กล่าวถึง พุทธศาสนาเนื้องอก

ในศาสนาพุทธเอง ไม่มีพิธีกรรมใดๆ และพระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงยกย่องการทำพิธีกรรมใดๆ เพราะมันไม่เกิดผลทำให้เราพ้นทุกข์อะไรขึ้นมา แต่เนื่องจากพุทธไปผสมกับพราหม ในอินเดียเองก็ดี ในบ้านเราเองก็ดี เลยทำให้เกิดเนื้องอกเหล่านี้ขึ้น

เช่น การใส่เงินทำบุญ เราก็ทำตามพอสมควรของเรา เพื่อยืดอายุศาสนา ให้ทางวัดได้นำไปใช้ในทางธรรม หรือ ค่าน้ำค่าไฟ อะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ไปบริจาคมากมาย เพื่อหวังขึ้นสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ หรือทำให้อนาคตจะได้รวยๆ รวย ตามที่เข้าใจ หรือตามที่วัดบางแห่งได้บอกไว้ เพราะ ถ้าเช่นนั้น เราก็ทำบุญ 20 แล้วเราก็นอนรอเงินล้านตามที่ภาวนาไว้ก็ได้สิ

การบวชนาค ในสมัยพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มี อยากบวชก็แค่ขออนญาติพ่อแม่ แล้วก็บวชเลย แต่เดี่ยวนี้ กลายเป็นต้อง เลี้ยงที่บ้านก่อนบวช 1 วัน เลี้ยงที่วัดวันบวชอีก 1 วัน แล้วกลับมากินที่บ้านต่อ เสียเงินเสียทอง กินเหล้าเมายา บางคนเป็นหนี้เป็นสิน เพราะไปกู้เขา อยากได้หน้าได้ตา จัดงานใหญ่โต อย่างนี้เรียกว่าทำบุญหรือบาป? ทุกข์หรือสุข?

การสวดอ้อนวอนพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ได้บอกไปแล้วว่า สัตย์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำอะไรไว้ก็ได้ผลอย่างนั้น ยกเว้น บางครั้งกรรมเก่าๆ ชาติก่อน หรือชาตินี้ส่งผลให้เห็นทันที อาจจะช่วยไว้ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เพียงแต่อาจจะบังเอิญไปสวดอ้อนวอน แล้ว กรรรมส่งผลพอดี ก็เป็นปาฏิหารย์ของชีวิตไป แต่ให้เข้าใจไว้ว่าเป็นเพราะกรรม ไม่ใช่เพราะสวด ไม่เช่นนั้น จะหลงทางไปสู่ พุทธแบบเนื้องอกทันที

ห้ามงอก และห้ามหลง

พิมพ์มายาวมาก ขอจบเท่านี้ดีกว่าบางที entry นี้อาจจะโชว์โง่ ที่มาสอนจระเข้ว่ายน้ำ แต่ก็กลั่นกรองมาจากการชีวิตจริงที่พยายามเอาธรรมะมาขัดตัวเองให้เป็นมนุษย์กับเขาเสียที

หากเบื่อโลกมากๆ ต้องปฏิบัติธรรม เพื่อพบนิพพาน จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก :D

ขอทุกท่านเจริญในธรรม

เอวัง ก็มีด้วยประการเท่านี้แล...

หมายเหตุ
*1 คู่มือมนุษย์ มีผู้ทำออกมาหลายเล่ม เนื้อหาจะไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่แก่นแท้เรื่องเดียวกันหมด อย่างเล่มที่ผมมีจะพูดถึง พุทธศาสนาเนื้องอก ในบทที่ 9 แต่เล่มที่เพิ่งอ่านวันนี้พูดในบทที่ 1
*2 พระพุทธเจ้าทำนายไว้ว่า 5,000 ปี ศาสนาพุทธจะสูญ ตอนนี้ผ่านมาแล้ว ครบ 2549 ปี เมื่อ วันอาสาฬหบูชา ที่ผ่านมา (ครบพระรัตนตรัย ถือว่าเป็นวันที่มีพุทธศาสนาเป็นวันแรก)
*3 โลกุตระ หมายถึง พ้นจากโลก,เหนือโลก,พ้นวิสัยของโลก,ไม่เนื่องในภพทั้งสาม
*4 ในหนังสือยกตัวอย่างว่า แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำศักสิทธิ์ที่เชื่อกัน สามารถล้างบาปได้ ดังนั้นแล้ว กุ้งหอยปูปลาในนั้นคงจะบริสุทธิ์ทุกตัว :D
*5 กรรม หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา แต่ผมขอแปลว่า การกระทำ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา มันก็ได้กระทำลงไปแล้ว อย่างนี้จะเข้าใจง่ายกว่า
*6 มรรค หมายถึง ทาง, หนทาง 1. มรรค ว่าโดยองค์ประกอบ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

พวกพิธีกรรมต่างๆ ผมว่าเป็นกุศโลบายของพระพุทธองค์ที่เมื่อมองลึกๆแล้ว พบว่า

เราได้อะไรมากกว่าการทำสิ่งนั้นๆ ครับ แต่ส่วนมากคนเรามักมองไม่ค่อยออกกัน

#1 By หนุ่มชุดดำ on 2006-07-20 03:03

ส่วนตัวเป็นคนไม่ยึดกับพิธีกรรม แต่ก็ไม่ได้ดูถูกคนทำพิธีกรรม เว้นเสียแต่คนที่ปฏิบัติด้วยความไร้ซึ่งเหตุผล และทำไปอย่างหน้ามืดตามัว

เหตุที่ตัวเองคิดและเป็นเช่นนี้เพราะโตมาโดยเห็นคนประเภทมือถือสากปากถือศีลมามาก อาทิ...เข้าวัด ไปไหว้พระ ขึ้นไปศาลา ทว่าไปนั่งนินทาคน ...คนประเภทเข้าวัดทำบุญ แต่เที่ยวด่ากราดคนอื่น ลำเลิกบุญคุณคน และทำให้เขาต้องอับอาย ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำเลวร้ายขนาดนั้น.... และตอนประถม เคยโดนบังคับให้สวดมนต์ ให้ท่องโน่น จำนี่ ต้องสวด ต้องนับลมหายใจ ต้องทำสมาธิ แล้วจดบันทึก เอาคะแนน ทำให้เราต่อต้านไปเลย ...เราไม่เข้าใจว่าทำมมันต้องบังคับ ทำไมต้องสอนกันดีๆ

ทำไมพุทธศาสนาที่เราเจอมาต้องเอาการปฏิบัติมานำหน้าการสอนคน ให้เข้าใจถึงหลักธรรมที่จะเอาไปปรับใช้ได้ในการดำเนินชีวิต ตกลงแล้วแก่นของพุทธศาสนาคืออะไรกันแน่ การท่องจำคำบาลีสันสกฤตให้ได้มากเยี่ยงนั้นหรือถึงจะเป็นพุทธ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รู้จักคำยากๆ เหล่านั้น หากประคองชีวิตตามหลักความไม่ประมาท อยู่ในศีล ฝ่ายไหนคือศาสนาที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องของศาสนาพุทธ - -"

จริงอยู่ศาสนพิธีเป็นกุศโลบาย แต่มันก็หาได้น้อยแล้วที่คนจะเข้าถึงกุสโลบายอันแยบยลนั้น เห็นแต่ปฏิบัติไปแต่กาย ใจไม่ได้ยึดประธรรมไว้เป็นหลักชัยในชีวิต เห็นแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็ทำได้แค่จัดการดูแลตัวเองเท่านั้น และก็ได้แต่หวังว่าคนจะรู้ถึงหัวใจของพุทธสักวัน

(เผลอบ่นยาวเลย ขอโทษนะคะ)

#2 By เมพหมี shakri on 2006-07-20 08:32

พิธีกรรมส่วนใหญ่ที่เราทำเป็นพราหมแทบทั้งนั้น ส่วนการทำบุญน่าจะเีรียกว่าการให้ทาน ทำบุญแล้วพระให้พร อันนี้ ก็ถือเป็นการอวยพรขอบคุณ หรือ การบางครั้งก็ให้ธรรมะตอบแทน

ผมก็เจอแบบคุณ shakri นะ ทำบุญตักบาตร ถือศีล ช่วยวัดทำนั่นทำนี่ เคร่งมาก แต่เวลาผมเจอทีไรอารมณ์ไม่ค่อยจะดีตลอดเวลา

มีคำกล่าวว่า ผู้อ้างตัวเป็นบัณฑิตจะต้องลดละความรัก โลภ โกรธ หลง

#3 By ฟิวส์ on 2006-07-20 09:54

สาบานว่าไม่ได้อ่าน ...
วันนี้ยาวจัง ปวดตา

#5 By ** MaiI ** on 2006-07-20 12:06

พี่ก็อ่านคู่มือมนุษย์มานานแล้วเหมือนกัน....แต่ทุกครั้งที่นำมาอ่านใหม่มักได้อะไรใหม่ๆน่าคิด...จริงอยู่เรื่องพิธีกรรมเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า "เป็นเนื้องอก" ของศาสนา แต่ในบางคร้งพิธีกรรมบางอย่างอาจเป็นการปูทางให้คนที่ศึกษาเปลือกได้เข้ามาก่อน เพื่อจะสอนแก่นต่อไป...อันนี้คือการมองในแง่ดีนะคะ
แต่ก็มีอยู่มากที่ยังยึดติดแต่เปลือกอย่างไรก็อย่างนั้น...
อย่างไรก็ตามบางอย่างราต้องทำใจว่าเราไปแก้ไขไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็เป็นส่วนเล็กๆที่จะบอกคนรอบข้างให้มองพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องมากขึ้น(อันนี้พี่บอกตัวเองนะคะ) เพราะหลายครั้งเวลาเห็นอะไรที่มันผิดมักจะไม่สามารถทำใจได้...

#6 By NuNual on 2006-07-20 13:35

ต้องเข้าใจว่าประเทศเราประกอบด้วยชนเชื้อชาติต่างๆมากมายหลายเผ่าพันธ์ ไม่ได้มีแค่"ไทย"อย่างเดียว
ดังนั้นเรื่องศาสนาจึงไม่แปลกที่จะมีการเหลื่อมล้ำกล้ำกลืนซึ่งกันและกัน

ปัญหาที่กำลังเกิดอยู่นี้
เป็นเพราะว่าศาสนาพุทธในปัจจุบันเริ่มไม่สามารถให้คำตอบ
หรือตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้
สังคมก็เริ่มหาทางออกโดยการนำสิ่งอื่นมายึดเหนี่ยวจิตจัย

แต่จะว่าไปผมก็อ่านแค่ย่อหน้าเดียวเองอ่ะ...เหอๆๆๆ

#7 By [ O - online ] on 2006-07-20 14:31

โมทนา _/|\_ สาธุ

#8 By nanak on 2006-07-20 15:53

น้องฟิวส์มาคนละเรื่องกะเอ็นทรีนะ...แวะมาบอกว่า...บการเป็นห่วงคิดถึงใครซักคนถ้ามีขอบเขตก็ไม่เป็นการกวนเค้า หรือทำให้เค้ารู้สึกไม่ดีหรอกนะคะ...อย่าคิดมาก ที่เจ๊เจอนี่มันเข้าขั้นมากเกินไปต่างหาก...ไม่เกี่ยวกะน้องน๊าค๊า....

#9 By NuNual on 2006-07-21 13:08

ครับ คนดี

#10 By ครับ (58.8.104.187) on 2006-08-22 01:47

อืม ไม่นึกเหมือนกันนะว่าฟิวส์จะเข้าใจแก่นแท้ของธรรมะ ซึ่งทรายเองชอบอ่านกฏแห่งกรรม เหมือนกัน และเห็นด้วยกับเรื่องผัดไท ที่เล่าให้ฟัง ใช่แล้ว! คนเรามีกรรมกันทุกคน แต่กรรมที่เกิดขึ้นเกิดจากเรากระทำ เกิดจากเราดิ้นรน ไปหา (กรรม) มันเอง ฉะนั้น เมื่อฟิวส์ตัดใจเรื่องปุ้ยไม่ได้ เพราะใจของฟิวส์ยังยึดติดคิดถึงเค้าอยู่ ใครก็ช่วยไม่ได้เพราะฟิวส์หากรรมใส่ตัวเอง เอง แต่ทรายเชื่อว่าฟิวส์ทำใจเบาให้ไม่คิดถึงปุ้ยได้มากนะ ขอเป็นกำลังใจ และเป็นกัลยาณมิตรที่ดีละกัน สาธุ

#11 By ทรายเอง (124.121.38.158) on 2006-10-01 12:16

อัลเบิร์ต ไอสไตล์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

ถึงแม้อัลเบิร์ต ไอสไตล์ ได้จากโลกนี้ไปโดยที่เขายังไม่สามารถค้นพบตำตอบตามที่เขากำลังต้องการก็ตาม แต่ไอสไตล์ได้ทิ้งคำพูดที่เป็นปริศนาที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติ ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา อัลเบิร์ตได้เริ่มสงสัยแล้วว่า พระพุทธศาสนา อาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขากำลังพยายามค้นหา ในช่วง 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]
http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html


เว็บ...ของพระฝรั่ง ที่อุปสมบทในพุทธศาสนา http://www.users.zetnet.co.uk/phrakhem/
http://www.abhayagiri.org/
http://www.arrowriver.ca/
http://www.tisarana.ca/
http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
http://www.amaravati.org/
http://www.ratanagiri.org.uk/
http://www.foresthermitage.org.uk/
http://www.forestsangha.org/com/devon.htm
http://www.abhayagiri.org/

#13 By montasavi (202.28.111.17 /172.16.172.235) on 2007-07-07 12:21

จริงๆ แล้วที่บอกว่า "ศาสนาพุทธในปัจจุบันเริ่มไม่สามารถให้คำตอบ หรือตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้" ประโยคนี้ต้องตรองให้ดีครับว่าถูกต้องหรือไม่

เพราะในความเป็นจริงมีสักกี่คนกันที่เข้าใจแก่นของพุทธศาสนา และจะมีสักกี่คนที่ปฏิบัติเช่นนั้น ผมว่าคนทั่วไปมักจะมองข้ามแก่นนั้นไปและมุ่งหาแต่เปลือก แต่กระพี้

ธรรมะในศาสนาพุทธ เป็นอกาลิโก คือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลโดยไม่จำกัดกาล ขึ้นอยู่กับตัวเราจะน้อมนำมาปฏิบัติหรอไม่เท่านั้นเอง

บางครั้งการที่บอกว่าไม่ตอบโจทย์นั้น เป็นเพราะเราคิดไปเองหรือไม่ว่ามันยากหรือลำบากเกินไป สู้ไปพึ่งพาสิ่งที่มองไม่เห็นเสียจะดีกว่า หวังแต่ให้ผู้อื่นช่วยเหลือ แต่กับศาสนาพุทธนั้นสอนให้คนเราปฏิบัติเองและเห็นด้วยตนเอง (สันทิฏฺฐิโก)

#30 By Djehuti on 2010-09-21 10:19