ความทุกข์

posted on 17 Jun 2007 02:17 by ifew  in dhamma-philosophy
พระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกไว้ว่า ความทุกข์ของมนุษย์จะมีดังนี้

1. ความเกิดก็เป็นทุกข์
2. เมื่อความแก่เข้ามาถึง ก็เป็นทุกข์
3. เมื่อความตายเข้ามาถึง ก็เป็นทุกข์
4. เมื่อความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความเสียใจ
และความคับแค้นใจเกิดขึ้นมา ก็เป็นทุกข์
5. เมื่อประสบพบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์
6. เมื่อพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจก็เป็นทุกข์
7. และแม้คิดปรารถนาอยากได้สิ่งใด แต่ไม่ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา ก็เป็นทุกข์

และพระองค์ทรงสรุปไว้ว่า

การหลงคิดว่าร่างกายเป็นของเรา หรือ เป็นของเขา
เป็นตัวทำให้ใจเราเกิดทุกข์อย่างแท้จริง

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงกล่าววิธีแก้ทุกข์ให้เราว่า
ตัณหานี่แหละที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
แล้วตัณหาคืออะไรล่ะ

ตัณหาคือความอยากไม่มีสิ้นสุดที่มีอยู่ในใจ
คือ มีความอยากเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป
และมีความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าปรารถนา ก็เป็นเหตุให้ใจเกิดทุกข์
สิ่งใดที่ยังไม่มี ก็คิดอยากจะให้มีขึ้นมา อย่างนี้ก็ทำให้ใจเกิดทุกข์
และเมื่อมีทุกอย่างสมปรารถนาแล้ว ก็อยากจะให้ทุกอย่างคงทนอยู่ตลอดไป
เมื่อมันจะต้องสลายหายไป ก็ร้อนใจไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้ใจเกิดทุกข์หนักขึ้นอีก

เมื่อรู้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ทรงชี้ถึงวิธีดับ ตัณหาเพื่อพ้นทุกข์ไว้ว่า

การดับตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจด้วยการ ละวาง ปล่อย
และไม่คิดยินดีพัวพันอยู่กับตัณหาความอยากนั้นอีกเด็ดขาด
คือ การดับทุกข์ให้หมดไปจากใจได้อย่างแท้จริง

ข้อปฏิบัติเพื่อนำกิเลสให้หมดไปจากใจนี้ มี ๘ อย่าง คือ

ปัญญาเห็นชอบ
ความดำริชอบ
วาจาชอบ
การงานชอบ
การเลี้ยงชีวิตชอบ
ความเพียรชอบ
การระลึกชอบ
และการตั้งจิตไว้ชอบ

คือ ข้อปฏิบัติเพื่อนำใจให้หมดจากกิเลสและดับความทุกข์


ที่มา
ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร

แนะให้อ่านเพิ่มเติม
ความทุกคืออะไร



วันนี้จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่อง ความทุกข์ ขึ้นมา
เลยขอเขียน blog เรื่องธรรมะนิดนึง
อย่างน้อยก็เตือนสติทุกท่านที่หลงเข้ามา
อย่างกลางก็เตือนสติตัวเอง
อย่างมากก็เตือนสติตัวเองและทุกท่านที่หลงเข้ามา

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ว๊ายย ..

ร้อนค่ะ ..

#1 By POR on 2007-06-17 02:23

ท่านกล่าวถึงมรรค8?
....
ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป
ไม่มีอะไรที่เป็นตัวกูและของของกู
มนุษย์ล้วนเกิดขึ้นมาเพื่อจาก
ในเมื่อท่านพุทธองค์ได้ค้นพบสัจธรรม
อันเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้น
แต่ทำไมมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ
ยังคงวันเวียนอยู่ในกิเลศ
...
คิดถึงเธอจัง
...
กิเลศ-ตัณหาก็ยังคงอยู่ในข้าพเจ้า5555+

#2 By 030419 on 2007-06-17 03:06

ดีจังมาเขียนเรื่องธรรมะ ^^
คนเราก็มีทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะเนอะ

#3 By .:~ [F]is[Z]Y ~: on 2007-06-17 03:20

บวชโลด ไอ่น้อง

#4 By fuxsuxlux on 2007-06-17 05:33

หึหึ ทุกข์จัดละสิฟิวส์ ความอยากได้อยากครอบครองมันครอบงำใช่มะ

จำไว้ไม่มีตัวกู ของกู เพราะฉะนั้นในเมื่อกูไม่มี จะ่มี "เธอ"ได้ไง 555
ทำยากจังว่าม่ะค่ะ

#6 By believe (124.121.159.106) on 2007-06-17 12:17

ถึงมนุษย์เราจะรู้ที่มาของความเป็นทุกข์ก็ยังหลีกเลี่ยงการเกิดทุกข์ไม่ได้เช่นกัน ...
ไปทุกข์ใจอะไรมาน๊า ฟิวส์ อย่าทุกข์นานไปล่ะ เด๋วท้องผูกไม่หล่อน๊า
ก็พี่ว่าการที่พี่ทำตามที่กล่าวมาไม่ได้ก็เปิ็นเหตุให้เกิดทุกข์
เหมือนกัน หุหุ กำ

#8 By aMy on 2007-06-18 13:45

เขียนเรื่องเดียว ผมหมดทางหากินเลยนะครับเนี่ย

#9 By โก๋สิจ๊ะ on 2007-06-19 23:23

55+
บังเอิญจังครับ
หลงมาพอดี
ขอบบคุณที่ได้ทำให้ได้อ่านอะไรเตือนสติ

#10 By M (221.128.77.10) on 2007-06-21 19:23

หลงเข้ามาจริงๆค่ะ แต่ก็โอเค ได้อ่านอะไรที่ชอบ ต่อไปนี้ไม่หลงแล้ว เพราะมาถูกทาง..

#11 By เพื่อน (125.24.37.188) on 2007-06-23 13:44

หลงเข้ามาจิงๆเลยนะเนี่ย...แต่ก็ดีค่ะอ่านแล้วได้ข้อคิดที่ดี แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำได้ด้วยนะคะ ....แต่จาทำงายเนี่ยทามมายมันยากจางเนอะ...กรรมยังเยอะอ่ะนะตัวเรา

#12 By ความเป็นจิง (222.123.72.200) on 2007-08-30 13:51

ฟลไฟๆๆๆภรถ

#13 By ไภ ๆ-ถื (124.120.175.195) on 2007-09-01 20:26

มาดับทุกข์ surprised smile

#14 By ดาวถัดมา on 2007-10-23 10:19

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้
....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html


พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า
“ สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2) บางชาติเกิดเป็นเทพ(เทวดา+พรหม) บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )
1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓
2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗
3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

ดูต่อที่ : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

#15 By montasavi on 2007-11-27 19:54

ถ้าเราไม่มีทุกข์
ชีวิติก็จะไม่มีรสชาติ
ทุกข์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีสุขรออยู่
ถ้าไม่ผ่านทุกข์ สุขก็จะไม่เกิด
ทุกข์หรือสุขจะเกิดก็ต่อเมื่อตัวเราเองที่กำหนดมันsurprised smile open-mounthed smile big smile

#16 By น้ำ (202.44.210.45) on 2008-04-21 10:10

อ้างอิง จำมาจากหนังสือ เข็มทิศชีวิต

หนีทุกข์

คนเราชอบหนีทุกข์
อยู่บ้านเบื่อเป็นทุกข์ ออกไปเที่ยวนอกบ้าน
อยู่นอกบ้านนานเบื่อ เป็นทุกข์ อยากกลับบ้าน
คบกับแฟนคนนี้ มีทุกข์ เลิกไป เปลี่ยนแฟนใหม่

พวกเราล้วนแต่หนีทุกข์ตลอดเวลา

โดยทั้งหมดแล้วคือ
ถ้าเราปล่อยวาง ความทุกข์ได้ ไม่รู้สึกทุึกข์
เราก็ไม่ต้องหนีทุกข์ตลอดเวลา

มีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น
สุขที่ได้รักใครซักคน ถึงจะไม่ได้รับความรักตอบ
ก็เป็นความสุขใจ จริงๆ
ยินดีกับทุกสิ่งที่เค้าเป็น (มุทิตา)

มีความสุขกับทุกวันของชีวิต

>>>> อันนี้ เขียนแล้วเตือนสติ คนเขียน นั่นเอง

#17 By Koy'Koy (124.120.182.120) on 2008-06-24 17:19


http://dhamma.atspace.com/life_compass.htm

เข็มทิศชีวิต online

#18 By Ko'Koy (124.120.191.216) on 2008-06-25 01:18