#4 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ชอบต้าลี่ หลงรักลี่เจียง
posted on 11 Apr 2010 00:54 by ifew in TrAveLดีใจจัง ที่หลังจากผมได้ไปพูดเรื่องแชงกรีลาในงาน Ignite Bangkok 2010 ได้มีคนเกิดแรงบรรดาลใจและออกเดินทางตามเส้นทางที่ผมไป ไปกันสองคนและพูดจีนไม่ได้เลย ซึ่งขณะที่ผมเขียนอยู่ตอนนี้ คาดว่าพวกเขาคงจะนอนอยู่บนแผ่นดินจีนเรียบร้อยแล้ว (ออกเดินทางวันที่ 8) ขอส่งแรงใจให้โชคดีตลอดการเดินทางครับ
ต้าลี่
หลังจากความเดินตอน สิบสองปานนา และ จีน 101 ผมได้รู้ซึ้งถึงความเป็นจีนในมุมมองที่ทัวร์ไม่เคยพาเราไปเจอ (ผมเพิ่งได้ดู โน๊ต อุดม เดี่ยวฯ 8 ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาเล่าได้น่าน้ำตาไหลกว่าผมเยอะ ฮ่าๆ)
พอเลือนลางว่าผมดูนาฬิกาครั้งสุดท้ายตอนตี 4 แล้วก็ผอยหลับสนิทไป ตื่นมาอีกทีเห็นแสงอาทิตย์รำไร และมีชาวจีนตะโกนขอลงข้างโรงงานแห่งหนึ่ง
ณ ตอนนั้นเวลา 7 โมงเช้า อากาศในรถเย็นๆ และยังคงมีคนดูดบุหรี่อยู่เช่นเดิม ผมมองออกไปนอกหน้าต่างสองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาและมีหมอกปกปิดยอดเขาไว้
ผมดูเพลินจนสังเกตุอีกทีว่ารถมันเข้ามาเมือง และเลี้ยวเข้าศูนย์ท่ารถ ซึ่งพวกเราได้แต่สงสัยว่าที่นี่คือที่หมาย ด่านเซี่ยกวนเมืองต้าลี่แล้วหรือป่าว แต่หลังจากสอบถามชาวจีนแถวนั้น ที่นี่คือด่านเซี่ยกวน ซึ่งแปลว่า เราถึงเร็วกว่ากำหนดที่คาดไว้ 3 ชั่วโมง (พวกเรามาถึง 8.30 แต่ในแผนคาดว่าจะถึง 11.00)
เราก้าวลงจากรถ ก็มีอาเจ้อาเฮียกรูเข้ามาพูดภาษาจีนช้งเช้งๆ ซึ่งได้ยินชื่อเมืองหลายเมืองรวมถึงต้าลี่ด้วย จึงเข้าใจได้ว่าน่าจะหมายถึงหารถต่อไปตามเมืองเหล่านั้น แต่พวกเราก็ปฏิเสธิไปแบบไม่ใยดีว่า "ทิงปู้ต่งๆ!" (กรูฟังไม่รู้เรื่อง) แล้วรีบจ้ำเข้าสถานี
อากาศที่เซี่ยกวนหนาวจับใจมาก พวกเราเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน และต้องหาเสื้อมาสวมทับเพิ่มอีก รวมไปถึงมีอะไรที่กันความหนาวได้ ก็รื้อมาใช้หมดไม่ว่าจะถุงมือ ที่ครอบหู ผ้าพันคอ
เราไปเดินถามที่ช่องขายตั๋วว่ามีรถไปลี่เจียงหรือไม่ พูดไปเลยครับว่า "หว่อเสี่ยงชวี่ลี่เจียง" เดี๋ยวเขาตอบกลับมาเอง ไม่ต้องสนใจอะไรมาก เพราะผมก็ดูจากมือเขาที่โบกไปมาและจับได้ว่ามีคำว่า "ปู้" แปลว่ามันไม่มี
แล้วพนักงานเขาพูดต่อพร้อมทำมือชี้ๆว่า ที่นี่ไม่มี แต่ให้ไปสถานีอีกที่ ซึ่งคล้ายๆกับข้อมูลที่เราหามาว่า ต้าลี่มีสองสถานี คล้ายๆกับจิ่งหงที่เราผ่านมาคือจะมีสถานีรถที่วิ่งระยะใกล้ กับสถานีที่วิ่งนะยะไกล เราจึงเปิดหนังสือแผนที่ให้เขาชี้ เขาก็ชี้ว่าให้นั่ง taxi ไปที่จุดนี้ (ได้ยินคำว่า taxi พร้อมกับชี้นิ้วไปที่สถานีรถแห่งหนึ่งในแผนที่)
ระหว่างที่เราคุยกับพนักงาน เจ๊วัยกลางคนสองคนที่เราเจอตั้งแต่ตอนลงจากรถ ก็ยังตามตื๊อเราอยู่ ซึ่งพวกเขารู้ว่าเราจะไปลี่เจียง ก็พยายามสื่อสารกับเราตลอดว่าเขาพาไปได้ สุดท้ายเราก็หันไปคุยค่าใช้จ่ายกับเจ๊สองคนว่าพาไปอย่างไรและเท่าไร (พูดไปเลยว่า "taxi? ตั้วเส่าเฉียน?") ซึ่งเจ๊ตอบกลับว่า "ตุ้ยๆๆ taxi" (ใช่ๆ taxi) แล้วก็อะไรต่อไม่รู้ รู้อีกทีคือ เจ๊คิดคนละ 2 หยวน
พวกเราก็ตกลงและสะพายกระเป๋าเดินตามเจ๊ไปออกจากสถานีเดินเรื่อยๆ แล้วเจ๊แกก็เดินไปโบก taxi มาสองคัน ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเดินออกมาไกลจากสถานี(น่าจะสัก200เมตรได้) และต้องเลือกคันโบก(เพราะมี taxi ผ่านเราหลายคันแต่เจ๊ไม่โบก) แต่ก็เอาเถอะ ไว้ใจจะใช้บริการแล้วนี่นะ
พอกระโดดขึ้นรถเสร็จ เจ๊แกก็พูดอะไรกับ taxi ตลอดเวลา ผมก็ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างดูเมืองต้าลี่ สักพัก มันก็เลี้ยวสี่แยกหนึ่ง และก็ผ่านสถานีท่ารถแห่งหนึ่งไป ผมก็เริ่มคิดว่านั่นมันท่ารถที่เราจะไปหรือมันมีอีกที่ก็ไม่ทราบได้
เจ๊พาเรามาลงข้างถนน แล้วจัดแจงจ่ายค่า taxi ให้เรา แล้วก็สื่อสารทำนองว่ารอที่นี่แหละเดี๋ยวรถมา พวกเรางงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ ถูกหลอกแหงมๆ เพวกเราก็โวยวายพราะนี่มันไม่ใช่ท่ารถ แต่มันเป็นข้างถนน เราไม่เห็นรถสักคน มีแต่ทุ่งนากับบ้านคนไม่กี่หลัง เนสเลยจัดแจงถ่ายรูปรถ taxi แล้วก็ถ่ายรุปหน้าอีเจ๊สองคนนั้นไว้ระหว่างที่ผมกับพี่ปูพยายามสื่อสารกับเขาว่าให้พาเราไปท่ารถเพื่อไปลี่เจียง แต่อีเจ๊ก็บอกว่าที่นี่แหละๆ
สักพักเจ๊คนหนึ่งชี้แล้วพูดว่า "#RDLKD@! ลี่เจียง @$% เชอ @#Q$@" (เชอ แปลว่า รถ) ทำนองว่า "รถไปลี่เจียงมาแล้ว" พอรถมาใกล้ๆ เป็นรถบัสสีขาวขนาด 20 ที่นั่ง ผมพลิกหนังสือเทียบตัวอักษรที่หน้ารถตรงกับคำว่า 丽江 (ลี่เจียง) ในหนังสือ จึงพอเชื่อได้ว่ามันเป็นรถไปลี่เจียง
มีเจ๊วัยกลางคนคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ ตอนนี้เลยมีเจ๊สามคนคุยกัน แล้วหวักมือให้เราเดินขึ้นรถไปพร้อมๆพวกแก เจ๊คนหนึ่งเดินมาเขียนกระดาษให้เราดูและชี้ที่ตัวเขาว่า 10元 (เดาได้ว่าค่าบริการนำทางรวมถึง taxi 10 หยวน) และก็ชี้ไปที่รถลี่เจียง เขียนว่า 6人 240元 เราจึงจัดแจงจ่ายให้เจ๊ที่นำทางไปคนละ 10 หยวน แล้วก็จ่ายค่ารถลี่เจียงให้เจ๊อีกคน 240หยวน พร้อมกับย้่ำว่าเราจะไปต้าเหยียน(เขตเมืองเก่า) เจ๊ทั้งสามแกก็สื่อสารมาพร้อมพยักหน้าว่าใช่ จากนั้นพวกเจ๊ที่นำทางก็ขอลงจากรถ หันมายิ้มๆ ขอบคุณเรา เราก็ขอบคุณกลับไป
พวกเราคุยกันเองว่าค่านำทาง 5หยวน + taxi 5 หยวน ราคาไม่แพงและค่า taxi ก็ตรงกับที่อาเฮียที่จิ่งหงเคยบอกไว้ นับว่าบริการนี้ใช้ได้ครับ
จากที่ผ่านมาสองวันกับจีน ความคิดผมเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เราปักใจว่าคนจีนไว้ใจไม่ได้ ชอบหลอกลวง ผมกลับคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราไม่คุยกับเขาให้รู้เรื่อง แล้วก็กลัวการจะสื่อสาร ดังนั้นวิธีแก้ง่ายๆ เพียงขอเราสื่อสารอย่างไรก็ได้ให้รู้เรื่อง ตกลงราคาและบริการให้ชัวส์ ถ้าจะให้ดีให้เขาจดตัวเลขไว้ให้แน่นอน เท่านั้นเอง ก็พอจะป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
ซึ่งรถที่เรานั่งเขาพาเราแล่นผ่านเมืองเก่าต้าลี่ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเซอวิสพานั่งรถชม หรือเพราะต้องการมารับคนก็ไม่แน่ใจ เพราะเห็นวิ่งอย่างเดียว ไม่ได้จอดรับคนเลยสักที่
ประตูเมืองเก่าต้าลี่ จุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปมากแห่งหนึ่ง
พวกเราหวือหวามากกับสภาพแวดล้อมของเมืองเก่าต้าลี่ เหมือนได้ย้อนยุคอยู่ในเมืองจีนสมัยหลายร้อยปีก่อนเพราะที่นี่สิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านทรงจีนแบบเก่าๆที่เราเห็นตามหนังเปาบุ้นจิ้น และที่สำคัญที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจีนด้วย สิ่งปลูกสร้างจึงดูสวยงาม โดยเฉพาะประตูเมืองเก่า ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปเที่ยวชมและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเก่านี้เลยทีเดียว
หลุดออกจากเขตเมืองเก่าไปได้สักระยะเราเห็นเจดีย์สามองค์อยู่ไกลลิบๆ สูงมาก มันเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของต้าลี่ที่นักท่องเที่ยวที่มาต้องแวะเวียนเข้าไปชม ผมคิดในใจว่าดูไกลๆยังอลังการ ถ้าได้เข้าไปคงจะดีแต่ที่รู้มาคือค่าเข้าแพงพอสมควร
แดดส่องที่ผมเล็กน้อย ผมเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นๆตีหน้า มองไปสองข้างทางของเส้นทางต้าลี่-ลี่เจียง เป็นภูเขาสูงใหญ่เรียงยาวเป็นกำแพง มีบ้านบุกระเบื้อง กำแพงภาพวาด ที่รู้สึกว่าแอบหรูนิดนึง อยู่ห้างกันเป็นระยะๆ ตามรายทาง
วิ่งไปสักระยะถ้ามีคนโบกรถ รถก็จะจอดรับ เจ๊แกเปิดหนังจีนเก่าๆเสื้อผ้าอารมณ์ยุค 60 ให้ดูตลอดทาง พวกเรานั่งกินขนมปังบ้าง แกะเกาลัดกินบ้าง ในรถก็มีถังขยะใส่น้ำเมหือนรถนอนเป๊ะๆ และแน่นอนที่สุดคือ มันก็มีคนอ้วกเหมือนเดิม แต่โชคดีที่เจ๊แกอ้วกใส่ถุง พร้อมปาลงข้างทางด้วย! เลยทำให้พวกผมไม่เห็นภาพและกลิ่นที่ชวนคลื่นไส้
แค่ข้างทางจากต้าลี่สู่ลี่เจียง ก็เริ่มตื่นตาแล้วครับ
ลี่เจียง
เส้นทางจากต้าลีไปลี่เจียง ตามแผนการที่วางไว้คือ 4 ชั่วโมง แต่เราใช้เวลาประมาณ 4ชั่วโมงเกือบๆ 5 ชั่วโมงจึงทำให้เราถึงท่ารถลี่เจียงประมาณ 13.30 โดยเจ๊แกแวะ chek point ที่ท่ารถในเมืองใหม่ลี่เจียงก่อน แล้วจึงพาเราไปที่ information center แกพาเรามาหาพนักงาน เพื่อสอบถามที่พักของเรา ซึ่งเนสได้ดูจากหนังสือ Lonely Planet มาเรียบร้อยแล้วว่าควรไปพักกันที่ Dongba Inn เพราะอยู่ในเขตเมืองเก่า ราคาไม่แพง มี Internet ให้ด้วย ทางพนักงานเขาจึงติดต่อไปที่ Dongba Inn ให้เรา และบอกว่าจะมีคนจากทางนั้นมารับเรา
ได้ยินประโยคนี้เสร็จ ผมและทุกคนรู้สึกโล่งอกอย่างที่สุด เรารออยู่ประมาณ 10 นาที ก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวๆ 15 ขาวหมวยน่ารักเลยทีเดียว เดินมาหาเราแล้วบอกว่าเขาจะพาเราไป Dongba Inn จากนั้นเจ๊เจ้าของรถแกก็มาบอกลาเรา พวกเราขอบคุณแก และนี่ก็อีกประสบการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำความรู้สึกผมและอาจจะคนไทยส่วนมากที่มองคนจีนร้ายกาจนั้น มันไม่เสมอไปเลย
เราเดินตามน้องผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับสอบถามหลายๆอย่าง (เธอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง) เธอชื่อ อายิง และเป็นลูกเจ้าของ Dongba Inn ที่เราจะไปพัก เธอบอกว่าเราจะเดินไป และใช้เวลาประมาณ 10 นาทีกว่าจะถึง
เมืองลี่เจียงที่เราผ่านมาเป็นเมืองใหม่ครับ แต่ที่น้องเขาพาเราเดินไปเป็นเมืองเก่ามันอยู่ติดกันเพียงแค่เดินข้ามถนน แล้วพาเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆ พวกเราเดินไปก็บ่นไป ทั้งไกล ทั้งซับซ้อน
ลี่เจียงมีถนนหนทางซับซ้อนตามสไตล์เมืองเก่า
ด้วยความที่ลี่เจียงเป็นเมืองที่อยู่บนเนินลูกระนาด สูงบ้าง ต่ำบ้าง บวกกับอากาศหนาวและเป้ที่สะพายหนักอึ้ง จึงทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยและหายใจไม่ทัน เดินรั่งท้ายตลอด ต่างจากอายิงที่เธอเดินได้ชิลมาก จนแล้วจนรอดก็มาถึง Dongba Inn จนได้

Dongba Inn เป็นบ้านเก่าๆ ที่ถูกแปลงเป็น Home Stay ที่ดูดีเลยทีเดียว โดยบ้านเป็นรูปทรงโดนัท คือตรงกลางเป็นลานนั่งเล่น และมีบ้านสองชั้นโอบล้อม ขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่มาก กำลังพอดีๆ ซึ่งเราตกลงกับเจ๊เสร็จสรรพ ได้ราคาที่ 30หยวน/คน/คืน โดยเราขออยู่ห้อง 3คน 2ห้อง แยกชายหญิง ในห้องเป็นเตียงทำความร้อน มีผ้าห่มให้สองผืน มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องต้มน้ำร้อน มีฝักบัวเครื่องทำน้ำอุ่น อ่างล้างหน้า สุขาแบบชักโครก และมี wifi ให้ (แต่ผมพยายามต่อเล่น ไม่เคยเล่นได้เลย T-T)
เจ๊คนกลางคือคุณแม่ของอายิงเป็นเจ้าของบ้าน Dongba Inn
(ส่วนน้องคนขวาที่ถูกบังคืออายิง เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปน้องเขาไว้)

Dongba Inn ถูก Recommend โดย Lonely Planet
จึงทำให้มีชาวต่างชาติทั่วโลกมาพักและฝากข้อความทักทายไว้มากมาย

ประตูห้องพักของพวกเรา สวยไหมครับ แถมมีสิงโตตัวเล็กๆเฝ้าหน้าประตูด้วย

ภายในห้องพักมีเครื่องอำนวยความสะดวกตามสไตล์โรงแรมสมัยใหม่ทั่วไป
แต่ตกแต่งแบบจีนสมัยเก่า อารมณ์ได้เข้าไปอยู่ในโรงเตี๊ยมหนังจียังไงยังงั้น

หมาลี่เจียง น่ารักซะไม่มี
ภายในตัวบ้านจะมีลานกว้างกลางบ้าน ไว้ทำกิจกรรม และนั่งคุยกัน
ตัวบ้านมีสองชั้น ซึ่งตอนที่ผมไปยังไม่พบใครเข้ามาพัก
แต่หลังจากนั้น ก็มีคนเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละคนที่เข้ามา เป็นคนที่เคยเข้าพักมาก่อนแล้ว
ผมจึงได้เห็นการทักทายและท่าทางดีใจของเจ้าของบ้านอยู่เสมอๆ
หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จ พวกเราจึงเดินออกมากินข้าวหน้าปากซอย เป็นร้านอาหารที่มีรูปให้ชี้ พวกเราจังสั่งอาหารแบบเดิมๆที่เคยกินที่จิ่งหง นั่นคือ ข้าวเปล่า ต้มผัก ผัดผัก และผัดไข่มะเขือเทศ เบ็ดเสร็จตกคนละ 6หยวน หรือ 30บาท ซึ่งผมนึกว่าจะแพงกว่านี้เพราะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว
ร้านอาหารร้านแรกของพวกเราที่ลี่เจียง
เมืองลี่เจียงส่วนที่เราอยู่เรียกว่าเมืองเก่าต้าเหยียน เป็นเมืองที่ UNESCO ประกาศให้เป็นเมืองอนุรักษ์มรดกโลก บ้านเมืองทั้งหมดเป็นของเก่าที่เขาพยายามอนุรักษ์ไว้มาหลายร้อยปีและทั้งเมืองถูกออกแบบมาให้มีลำคลองสายเล็กๆเป็นระบบชลประทานเพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำกันอย่างสะดวก ที่นี่จึงได้ฉายาว่าเป็น "เวนิสตะวันออก"

ลี่เจียงยังคงอนุรักษ์ทุกอย่างไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุด

ทำไมประเทศไทยไม่มีแบบนี้มั่งนะ
ความเจริญไปไหน ก็มีแต่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นตะวันตกไปซะหมด อนาจใจ T-T
ตลอดเส้นทางบนหินก้อนใหญ่ที่ปูเป็นพื้นให้ผมเดิน ผมคิดว่าเจอชาวต่างมากกว่าคนจีนเสียอีก และตามทางเราพบกล้องรักษาความปลอดภัยเป็นระยะๆ ในเมืองมีเส้นทางสลับซับซ้อนเต็มไปด้วยตรอกซอกซอย จึงทำให้ผมตัดสินใจซื้อแผนที่เมืองเก่าลี่เจียงอีกหนึ่งฉบับในราคา 10หยวน ไว้นำทาง
เราเดินมาจนถึงจตุรัสซื่อฟาง ซึ่งเป็นจตรัสใหญ่ใจกลางเมือง ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เพราะถนนทุกสายในเมืองเก่าต้าเหยียนจะต้องมาบรรจบกันที่นี่ มันมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตำรวจ ธนาคาร การแสดง การละเล่น บริการถ่ายภาพ ร้านขายกาแฟ ขายผลไม้ ขายของชำ ครบเลยทีเดียว (ถ้าใครหลง ผมแนะนำให้มาเริ่มต้นที่นี่ครับ)
จตุรัสซื่อฟาง ลานที่เป็นจุดหมายของถนนทุกเส้นในเมืองเก่าลี่เจียง ใครหลงให้มาเริ่มต้นที่นี่ครับ
เรายืนถ่ายรูปคู่กับบ้านเก่าแถวนั้น และเลือกที่จะไปต่อที่เนินเขาชมวิวบนเจดีย์หวางกู่โหลว (Wangu Lou - National Scenic Attration Lijiang Lion Hill Park) ซึ่งชาวต่างชาติเสียค่าเข้าคนละ 15หยวน
ณ ลานหน้าหวางเจดย์กู่โหลว พวกเรามองเห็นวิวเมืองเก่าต้าเหยียนเต็มไปด้วยหลังคาทรงจีนเป็นตับ น่าตื่นตาตื่นใจและเมื่อขึ้นไปบนเจดีย์จะสามารถเห็นได้ทั้งเมืองเก่าและเมืองใหม่ ซึ่งฉากหลังเป็นท้องฟ้าและภูเขายิ่งใหญ่สวยงามมากๆ

วิวเมืองต้าเหยียน เมืองเก่าของลี่เจียง ผมไม่แปลกใจว่าทำไม UNESCO ยกย่องเป็นมรดกโลก ตระการตามาก
วิวเมืองใหม่ลี่เจียง ซึ่งตัวเมืองใหม่จะโอบล้อมเมืองเก่าอยู่
ดังนั้น เราสามารถเสพได้ทั้งความเก่าและความใหม่ในเมืองเดียวกัน
โชคดีมาก ก่อนขึ้นไปเจดีย์เราเดินสวนสาว 3คน พวกเธอพูดภาษาไทยครับ! เราเลยทักทายกัน พวกเธอบินมาเที่ยว และมีคนหนึ่งพูดภาษาจีนได้

สาวไทยที่แบกเป้มาเที่ยวจีน
และก่อนจะเดินกลับออกจากวัดเราเจอคนพูดไทยอีกกลุ่มจึงเข้าไปทักทายว่าคนไทยด้วยกัน จากนั้นอาอี๊แกก็มองมาที่กล้องผม และยิ้มๆหัวเราะใหญ่เลยว่า "ชาวนิคอนๆ (Nikon)"และอาอี๊ก็แนะนำตัวว่าเธอชื่อปัทมา และอีกคนเป็นสามีเธอ(ใช้ Nikon D700) ทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Nikon (Thailand) ครับ..
ก่อนเราจะลากลับอาอี๊ปัทมาบอกว่ามีโอกาสมาเจอกันทั้งทีในที่แสนไกลจึงชวนให้ถ่ายรูปหมู่ด้วยกัน พร้อมแซวเล่นว่า เอารูปนี้ไปที่ศุนย์ Nikon ซื้อของแล้วบอกอาอี๊ปัทมาสั่งมา จะลดให้เลย ฮ่าๆๆ ฟังแล้วโครตดีใจ
ถ่ายรูปคู่กับอาอี๊ปัทมา
ประมาณ 5 โมงเย็น เราเดินออกมาจากหวางกู่โหลว แวะซื้อผ้าพันคอขนสัตว์กันคนละชิ้น ยกเว้นผม เพราะรู้สึกว่าตัวเองมี option เยอะแล้ว น่าจะอยู่ตัว
เราตกลงกันว่าจะหาร้านกาแฟนั่งดื่ม เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน เราเลือกมุมเชิงเขาใต้หวางกู่โหลว ที่นั่นมีระเบียงไม้ มองออกไปเห็นเมืองเก่าได้ทั้งเมืองเมหือนที่หวางกู่โหลวเป๊ะ
นั่งจิบกาแฟชิลๆ ดูพระอาทิตย์ตกดิน และการเปลี่ยนแปลงแห่งแสงสีของลี่เจียง
เราสั่งกาแฟร้อน 1 เหยือก เสริฟพร้อมนมแพะ (135หยวน) เมื่อนำมาผสมกัน รู้สึกว่ากลมกล่อมและอร่อยมากๆ ดื่มไป คุยไป อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ จนสิ้นแสงอาทิตย์ แม้จะหนาวแค่ไหน แต่พวกเราก็ยังคงนั่งชิลๆ ดื่มกาแฟกันต่อ จนให้ฉายาลี่เจียงว่า "ปายเมืองจีน"

แสงค่อยๆลับตา อากาศเย็นยะเยือก

พอเริ่มมีแสงสี บรรยากาศความสนุกก็เริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้นทุกที เราได้ยินเสียงดนตรีเบาๆ จากจตุรัสซื่อฟาง
แสงไฟยามค่ำคืนของลี่เจียงมองจากด้านบนว่าสวยแล้ว พอลงมาเดินในเมืองกลับสวยยิ่งกว่า ดูมีชีวิตชีวา กว่าช่วงกลางวันมาก ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่จตุรัส เนื่องจาก ณ ตอนนั้นเวลา 2 ทุ่ม มีการก่อกองไฟและล้มวงเต้นรำตามประเพณีของเผ่าน่าซี (Naxi เป็นเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มากที่สุดในลี่เจียง มีภาษารูปภาพและศิลปะเป็นของตนเอง)
ลี่เจียงยามหมดแสง
อยากลองสนุกครับ พวกเราเลยเข้าไปล้อมวงเต้นกับพวกเขาด้วย ไฟลุกโชติช่วง เคล้ากับดนตรีจังหวะสนุกๆ เต้นไปเหนื่อยไป คล้ายลูกเสือเพียงแต่มันแก่แล้วก็เท่านั้น ฮ่าๆ

ทุกๆ 2ทุ่ม จะมีการเต้นรอบกองไฟ เป็นวัฒนธรรมแบบน่าซีที่สืบกันมานาน
พวกเรานึกสนุก ก็ร่วมวงเต้นไปพร้อมๆกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เหนื่อยดับความหนาวได้ดีจริงๆ
แม้จะเหนื่อยและเหงื่อซึม แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาทำให้ผมรู้สึกหนาวต่อทันที พวกเราแวะทานมื้อเย็นเป็นบะหมี่ ผมเลือกบะหมี่ไก่ มันมาเป็นชามแบบกะทะ ให้เยอะมาก ณ ร้านนั้นเอง เราเจอฝรั่งโต๊ะตรงข้าม เขาตะโกนมาทักทายเราว่า เรามาจากไทยใช่ไหม เขาเป็นคนชอบท่องเที่ยว พูดจีนได้ และชอบเมืองไทยมาก เขาไปมาหลายครั้งจนได้ภรรยาเป็นชาวไทย ซึ่งนั่งอยู่กับเขานั่นเอง พี่แอนเลยได้ที ขอปรึกษาเรื่องซิมโทรศัพท์ว่าทำอย่างไรจึงจะโทรกลับไทยได้ เธอเลยพาพี่แอนออกไปหาร้านมือถือทันที ผมรู้สึกว่าซึงใจมากกับคนที่เพิ่งได้คุยกันไม่กี่ประโยค

หิวมาก แวะร้านบะหมี่

ผมสั่งบะหมี่ไก่ดำ มากันเป็นหม้อเลยครับ
บะหมี่ไก่ร้อนๆ ไม่ทำผมหายหนาวได้ ผมเลยลองสวมขนสัตว์ของพี่ป๊อป สุดท้ายตกลงใจเดินหาร้านซื้อเก็บไว้สักชิ้น เพราะมันคลุมที่คอแล้วอุดช่องทางความเย็นไม่ให้เข้าเสื้อ และทำให้คอผมอุ่นใช้ได้เลยทีเดียว

ยืนต่อรองราคาผ้าพันคอกับชาวจีน อย่างที่บอกครับ ไม่ต้องกลัวเขาจะหลอก คิดเท่าไรพูดออกไป
ไม่ให้ราคาเราไม่ว่ากัน เดินออกมาเลย เดี๋ยวเขาก็โอเคเอง ฮ่าๆ
พวกเราเดินไปหาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่จตุรัสซื่อฟาง เพื่อหาทางเที่ยวแชงกรีลา สุดท้ายเราตกลงกันใหม่ว่าจะอยู่อีกวันเพื่อเที่ยวลี่เจียง สาวศูนย์ท่องเที่ยว หล่อนก็พาเราไปบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง เพื่อทำการตกลงราคาและตรวจสอบโปรแกรมทัวร์ สรุปว่า จ่ายคนละ 430 หยวน เพื่อเที่ยวลี่เจียงทั้งวันในวันรุ่งขึ้น
เรากลับมาที่บ้านพัก อายิงได้นั่งผิงไฟรอเราอยู่น่ารักจริงๆ

กลับมาถึงที่พัก อายิงนั่งรอพร้อมก่อไฟเตาถ่านให้พวกเราได้มาผิงแก้หนาว น่ารักจริงๆ

เจ้าตูบ ที่ผมลืมชือ นอนขดอยู่บนเก้าอี้น่าสบายจริงๆ
คืนนั้นเราจบด้วยการแยกย้ายกันเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้เที่ยวลี่เจียงแบบเต็มวันอีกครั้ง...
เวลาผมเล่าเรื่องเที่ยวแชงกรีลาให้ใครฟัง ผมมักจะบอกว่ามาให้ถึงลี่เจียง แล้วจะรอดตาย เพราะลี่เจียงคนพูดภาษาอังกฤษได้เยอะ ชาวไทยก็พอมี อาหาร ที่พัก ธนาคาร เครื่องบิน ท่ารถ รถไฟ มีครบให้ และที่สำคัญ ปายเมืองจีน แห่งนี้ สวยมากๆ จนพวกเรารู้สึกว่า แม้ไปไม่ถึงชแงกรีลา ก็คุ้มค่ากับการเดินทางแล้วหละครับ ;D
ตอนหน้าผมจะได้เที่ยวลี่เจียงแบบจริงจังแล้วหละ และเป็นทริปแรกที่พวกเราได้พบนางฟ้าถึงสองคน โดยบังเอิญ สัญญาครับว่าจะรีบกลับมาเขียนไวๆ :D
อ่านย้อนหลัง #3 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค สิบสองปานนา และ จีน 101
อ่านตอนต่อไป #5 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค หลง ไหล ลี่เจียง กับเพื่อนใหม่ชาวจีน







#1 By nichieme on 2010-04-14 23:47