#5 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค หลง ไหล ลี่เจียง กับเพื่อนใหม่ชาวจีน
posted on 03 Jul 2010 12:43 by ifew in TrAveLเย๊วๆๆๆ แอบเขิลที่ดองบล็อกแชงกรีลาไป 3 เดือน จนตอนนี้มีหนังเรื่อง "เรา สอง สามคน" ที่เดินทางไปแชงกรีลา ได้ออกมาเตือนสติว่า กรูยังเขียนบล็อกไม่จบนี่หว่า.. T-T (อ่านย้อนหลัง #4 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ชอบต้าลี่ หลงรักลี่เจียง)
ภาคนี้ผมได้ไปตะลอนในลี่เจียง แบบเจ้มจ้น พอสมควร จริงๆลี่เจียงมีอะไรมากกกว่าที่ผมเที่ยวเยอะ แต่จุดที่ผมได้ไปก็เป็นจุดไฮไลท์ของที่นั่น ที่ทุกคนที่ไปลี่เจียงจะต้องไป ว่าแล้วก็ไปลุยกันเลยยย...
หลง ไหล ลี่เจียง
วันนี้ 6 ธันวาคม ผมตื่นขึ้นมาประมาณ 6 โมงเช้า เพื่ออาบน้ำต่อจากพี่ป๊อป ถามว่าหนาวไหม หนาวมากกกก แต่ผมเอาความเชื่อเต๋า ไม่รู้ผิดหรือถูกหละ ว่าจะต้องอาบน้ำเย็นตอนเช้า(กลางคืนไม่อาบ กร๊ากๆๆ) เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แต่ก็เย็นมากไม่ไหวเหมือนกัน หนาวขนาดที่ว่า เดินบนพื้นห้องน้ำไม่ได้ จะนั่งขี้ยังต้องค่อยๆบรรจงไปจ่อชักโครก ทรมานได้ใจจริงๆ
หลังจากเราทุกคนอาบเสร็จ ใกล้จะได้เวลาที่ไกด์มารับเราไปขึ้นรถเพื่อเที่ยวลี่เจียง บังเอิญผมปวดขี้อีกรอบ ให้ตายสิ! จะอั้นคงไม่ไหว เดาสถานการณ์ข้างหน้าก็ไม่ออก เลยตัดสินใจ เข้าห้องน้ำอีกรอบ. สักพักพี่ป๊อปตะโกนบอกว่าไกด์มาแล้ว และไกด์จะพาเราไปที่ธนาคารเพื่อแลกเงิน ทุกคนเลยไปรอผมที่ธนาคารย่านจตุรัสซื่อฟาง
และแล้วเสียงเงียบไปประมาณ 5 นาที ผมเสร็จกิจออกมาแต่งตัว และรีบเดินออกตามไปที่จตุรัสซื่อฟาง ระหว่างทางเงียบสงบมากครับ อากาศหนาวๆ กลางเมืองร้าง มีเพียงชาวบ้านที่ตื่นออกมาทำมาหากิน แต่นักท่องเที่ยวยังคงไม่ตื่นจากการหลับไหล มันช่างคลาสสิกมากเลยทีเดียว (ถ้าใครไปลี่เจียงแนะนำให้ลองเดินในเมืองตอนเช้าเก็บบรรยากาศ)
ลี่เจียงยามเช้าตรู่ แม้ดูเงียบเหงา แต่คลาสสิก
ผมเร่งฝีเท้าเดินไปให้ถึงจตรัสซื่อฟาง ถนนโล่งมาก แม้แต่หน้าธนาคาร!
ผมหันซ้ายหันขวาไม่เจอใครสักคน เลยเร่งเดินวกกลับมาทางทางเดิมเหมือนตอนที่ผมมาลี่เจียงใหม่ๆ ตรงนั้นผมจำได้ว่ามีแผนที่ด้วย น่าจะรอดอยู่. ผมจำแผนที่และเดินตามทางของมัน เดินอยู่ 10 นาที ผมวกกลับมาที่อีซอยถัดไปจากแผนที่นั้น โธ่! เริ่มรู้สึกตัสว่ากรูหลงทางซะแล้ว!
ผมรีบเดินกลับไปที่บ้านพัก เพื่อไปเอาแผนที่ลี่เจียงที่กะซื้อไว้เป็นที่ระลึกออกมาใช้ แล้วกลับไปที่ซอยเดิมทันที แล้วก็เดินไปทางเดิมเช่นเดิม เดินอยู่ 10 นาที อากาศก็หนาว เดินขึ้นเนิน เหนื่อยชิบเป๋ง กว่าจะถึงทางออก และไปที่หน้าบริษัททัวร์ ปรากฏว่ารถบัสออกไปแล้วครับ T-T เจ้าหน้าที่รีบพาผมขึ้น taxi แล้วแกก็โทรศัพท์คุยอะไรสักอย่าง.
taxi ตามไปจนถึงรถบัส พอขึ้นรถ ผมล่ะโครตอายเลย คนจีนมองตรีม ไอ้พวกเพื่อนผมก็เอะอะโวยวายซะดัง ผมเดินไปก็ขอโทษไป "dui bu qi" (ขอโทษ) แล้วพวกนั้นดันนั่งอยู่ซะหลังรถเลย ให้ตายสิ T-T
หลังจากเหตุการณ์นี้ ผมรู้จักลี่เจียงขึ้นอีกเยอะ แม้จะสวยจนน่าหลงไหลแต่ก็ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจด้วยเวลาอันสั้น (ลี่เจียงนะ ไม่ใช่ผู้หญิง ฮ่าๆ)
หากเจอแผนที่ลี่เจียง ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และพกติดตัวไว้เสมอ บางทีคุณอาจจะได้ใช้มันแบบผมก็ได้
ลุยน้ำแข็ง บนภูเขาหิมะมังกรหยก
รถบัสพาพวกเราออกไปนอกเมืองประมาณ 10 นาที ก็ไปเจอประตูทางเข้าไม้แห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเหมือนเขตหมู่บ้าน เมืองเก่า ธรรมชาติ อะไรหลายๆอย่างรวมกัน ที่เขาจัดไว้ให้ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจ่ายเงินก้อนเดียวจบ แล้วเที่ยวได้หมดเลยหรือไม่นะครับ ตรงนี้ถ้าใครไป ต้องสอบถามกันดีๆ

ป้ายบอกรายละเอียดสถานที่และราคาค่าผ่านทาง
รถบัสพาพวกเราไปจอดที่สถานที่แห่งหนึ่งสร้างอารมณ์เหมือนยุคหิน ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเพื่อพาเราไปที่สถานีปล่อยกระเช้า เพื่อพาเราขึ้นสู่ยอดภูเขาหิมะมังกรหยกครับ ซึ่งที่นี่เองจะมีให้เราเช่าชุดกันหนาว (ตัวสีแดง ใหญ่ๆ คลุมถึงเอว ผ้าหนา) ราคา 50หยวน และมีกระป๋องออกซิเจนขาย ถ้าจำไม่ผิด กระป๋องละ 50 เช่นกันครับ ซึ่งแพงมากๆ โชคดีที่พวกผมแวะซื้อมาแล้วในลี่เจียงแค่กระป๋องละ 25หยวนเอง
* แนะนำเลยครับว่า ต่อให้มั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงก็ควรซื้อออกซิเจนพกไว้บ้าง พวกเราคนไทย ประเทศเราอยู่ที่ราบต่ำ มักไม่ค่อยคุ้นกับบรรยากาศภูเขาครับ อาจจะมีอาการ หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เวียนหัว ปวดหัว อาเจียร หรือแม้แต่เป็นลม เพราะขาดออกซิเจน

ที่เปลี่ยนรถ สำหรับเตรียมไปสถานีปล่อยกระเช้า
ระหว่างที่รอรถบัสมารับไปสถานีปล่อยกระเช้า เรามีโอกาสได้รู้จักสาวจีนคนหนึ่ง เธอชื่อ เสี่ยวฟาง เพราะเห็นว่าเธอคนเดียว ผมจำไม่ได้ว่าหนุ่มไทยคนไหนไปตีสนิทมา กร๊ากๆๆ ซึ่งเธอเรียนเป็นไกด์ของรัฐบาลจีนอยู่ และพอพูดภาษาอังกฤษได้ครับ เธอกับเราก็เลยไปด้วยกันซะเลย

หนุ่มไทยพยายามไปตีซี้สาวจีน ใครหื่น ก็ดูกันเอาเอง กร๊ากๆๆ

เสื้อแดงคือ เสี่ยวฟาง ครับ

แค่วิวข้างล่างก็ดูดีแล้วหละครับ
หลังจากเราถูกเรียกให้ไปรวมตัวเพื่อขึ้นรถ ระหว่างนั้นเราก็ได้รู้จักสาวจีนอีกคน เธอชื่อ เชอรี่ ครับ เป็นสาวปักกิ่ง ทำงานเป็น Fashion Designer เธอบอกว่า เธอมาลี่เจียงกับครอบครัว แต่วันนี้เธอมาเที่ยวคนเดียว ครอบครัวเธอจะรอเจอตอนบ่ายที่หมู่บ้านอีกแห่ง ซึ่งตอนนี้กลุ่มเรามีสาวจีนเพิ่มมาอีกสองคนแล้วหละครับ

เชอรี่ ครับ สาวหมวยชาวปักกิ่ง น่ารักดี มาตอนแรกพยายามแอบถ่ายอยู่ แต่ตอนนี้เรารู้จักกันแล้ว ฮ่าๆ
ตัวภูเขาหิมะมังกรหยก(玉龙雪山: Yùlóngxuě Shān - Jade Dragon Snow Mountain) เป็นสถานที่โด่งดังมากของลี่เจียง ซึ่งใครได้มาลี่เจียง มักต้องขึ้นมาเที่ยวชมครับ มันเป็นภูเขาหิน ที่มีความสูงประมาณ 4500 เมตร บนยอดภูเขาเป็นน้ำแข็งหมด! ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันจะมีตลอดทั้งปีหรือไม่ เพราะที่ผมไปเป็นต้นเดือนธันวาคม ซึ่งมันใกล้ช่วงที่หนาวที่สุดของจีนคือปลายเดือนธันวาคม-มกราคม ครับ

ก่อนขึ้นกระเช้า

กระเช้าที่พาขึ้นไปยอดเขา
ตรงลานจอดรถที่สถานีกระเช้า ความสูงก็อยู่ที่ 3300 เมตร ถ้าใครรู้สึกอาการแย่มากไม่ไหว ก็ขอให้หยุดแค่นั้น เพราะข้างบนจะอึดอัดหายใจลำบากมาก เพราะอากาศเย็น ลมพัดแรง และอยู่สูง
ระหว่างทางที่กระเช้าพาเราขึ้นมา ต้นไม้เต็มไปหมดเลยครับและสูงมากๆ วิวรอบๆเต็มไปด้วยภูเขาใหญ่ๆ แปลกตาคนไทยแบบพวกเรามากๆ ยิ่งสูง ต้นไม้ยิ่งบางลง เจอแต่ดินแล้วก็หิน สูงขึ้นไปอีก ภูเขากลายเป็นหินทั้งหมด พวกเราเริ่มเจอน้ำแข็งเป็นระระยะ

ใกล้ถึงยอด ก็จะเต็มไปด้วยหินและน้ำแข็ง
ข้างล่างผมและทุกคนยังปกติดีอยู่ หลังจากได้ขึ้นมาถึงบนยอดแล้ว จะยังปกติดี แต่เมื่อได้เดินออกจากสถานีกระเช้าบนยอด ออกไปสู่ภายนอก ในระยะทางไม่กี่เมตร ผมกลับเหนื่อยๆ หน้าชา ปวดหัวเล็กๆ ผมต้องสลับกับถอดหมวกเพื่อให้ลมเข้าที่หัวบ้าง แล้วก็ใส่ใหม่ อย่างนี้อยู่เรื่อยๆ
ยอดภูเขาหิมะมังกรหยก
ถ่ายรูปร่วมกับไกด์ชาวจีน เสี่ยวฟาง และเชอรี่
บนยอดเขามันจะมี ทางแลับันไดไม้ให้เราเดินต่อขึ้นไปเรื่อยๆ นับว่าสูงอยู่ ผมเดินไปต้องพ่นออกซิเจนไป หลังจากเดินไปครึ่งทาง พี่ป๊อปเริ่มปวดหัวจัดและเหนื่อยมากเหมือนจะเป็นลม แกจึงขอหยุดแค่นั้นและนั่งกระเช้าลงไปพักที่สถานีด้านล่าง ส่วนคนอื่นฟิตมากเดินนำหน้าผมไปไกล ส่วนผมก็เดินออดๆแอดๆ ถ่ายรูปไปพ่นไป ยืนพักไปอยู่กับเชอรี่และเสี่ยวฟาง

ระหว่างเดินขึ้นไปบนยอด เมื่อมองลงข้างล่าง วิวสวยมากๆ ไกลสุดลูกหูลูกตา เหมือนผมไม่ได้อยู่ในประเทศจีน

ตอนนี้ผมกลายเป็นคนดูแลทั้งสองสาวไปโดยปริยาย

รูปนี้แอบดีใจ เชอรี่ขอถ่ายด้วย แล้วเธอเดินมากอดแขนผม ทำเอาเขิลเลย
พอเราขึ้นมาถึงช่วงพักกลางทาง เราปีนออกจากทางไม้เพื่อไปเดินเล่นบนน้ำแข็ง ส่วนพวกโดมพี่ปู พี่แอน เนส เขาไปนั่งเล่นบนน้ำแข็งรออยู่แล้ว โบกมือตะโกนเรียกให้เราเร่งตามไป
โชคดีที่รองเท้าผมมันเกาะกับพื้นน้ำแข็ง สามารถเดินได้โดยไม่ลื่น แต่สำหรับเชอรี่กับเสี่ยงฟาง เหยียบลงไปแทบจะเดินไม่ได้ ก็ต้องจับมือกันไป ทริปนี้รู้สึกกำไรดีจริงๆ ฮ่าๆๆ
พื้นน้ำแข็ง ถ้าลื่นไปจะเจ็บเหมือนกระแทบปูน แต่ที่น่าอันตรายกว่าคือ แง่งน้ำแข็งที่แหลมคม ถ้าลื่นแล้วไปโดนทิ่ม ผมว่ามันก็คือมีดดีๆนี่เอง ดังนั้นต้องระวังให้มากๆเลยทีเดียวครับ
น้ำแข็งที่แหมคม ไม่ต่างจากมีด ถ้าคิดจะออกไปเดินเล่นบนน้ำแข็ง ต้องระวังให้ดีครับ อย่าให้ลื่นตกลงไป

ทั้งคนไทย คนจีน หวือหวากับน้ำแข็งกันใหญ่ ทำเอาคิดถึงน้ำแข็งใสใส่น้ำหวานเลยทีเดียว
ผมนั่งถ่ายรูปและพักเหนื่อยอยู่พักหนึ่ง ก็เดินลงมาพร้อมกับเชอรี่และเสี่ยวฟาง ส่วนคนอื่นๆเขาเดินบันไดต่อขึ้นไปอีก เหมือนว่าจะมีธารน้ำแข็งอยู่
ผมเริ่มปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ออกซิเจนที่พกไปก็เริ่มจะหมด (มันจะพ่นแล้วไม่ค่อยออก) จึงรีบไปขึ้นกระเช้าเพื่อลงไปสถานีด้านล่าง นั่งรอสักพัก ทุกคนก็ตามมา ปรากฏว่าพี่ป๊อปหายไป เรารอกันต่ออีกสักพัก แกก็โผล่มา พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า แกเป็นลมล้มไป โชคดีมากที่คนยืนตรงหน้าแกเขาเป็นคนไทย เลยพาเข้าไปดื่มน้ำขิงในร้านอาหารสักพัก อาการดีขึ้นจึงได้เดินมาหา และพวกเราก็นั่งรถบัสลงมาที่จุดจอดรถที่เดิม
ถามว่าขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกสนุกไหม ตอบเลยว่าไม่สนุกครับ ไม่มีอะไรทำ นอกจากเดินๆๆ แล้วก็เหนื่อย แต่มันได้ความแปลกตาดี วิวสวย เสพอากาศเย็นยะเยือก ที่ไม่สามารถหาได้ในเมืองไทยหรือระแวกประเทศใกล้เคียงแน่ๆ แม้แต่มณฑลยูนนานของจีน มีไม่กี่ยอดเขาครับ ที่จะมีหิมะ มีน้ำแข็งแบบนี้ และเราขึ้นไปสัมผัสได้
พบญาติที่จากกันไกล
ที่ๆสองที่เราได้ไป คือพาไปดูแม่น้ำสีขาว (白水河 : Bai Shui He - ไป๋สุ่ยเหอ) ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาหิมะมังกรหยก และท่ามกลางภูเขาสูงใหญ่ ตรงแม่น้ำมีเหมือนชั้นตะกอนหินปูนเป็นสีขาว เป็นชั้นๆ ที่นั่นมีตัวจามรีให้ขี่ด้วยนะครับ แต่เวลาเรามีน้อยมาก แทบไม่ได้ลงไปที่แม่น้ำเลย ได้แต่ยืนดูบนสะพานอยู่ห่างๆ แต่ได้แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วหละครับ

แม่น้ำขาวจะมีขั้นบันไดน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
สังเกตุดีๆน้ำจะใสมากๆ สีค่อยข้างฟ้าขาวเพราะตะกอนข้างใต้สีขาว เลยเรียกว่าแม่น้ำสีขาว ประกอบกับวิวรอบข้างสวยมาก ถึงไม่ได้ลงไปสัมผัส แต่ก็คุ้มค่าที่จะมา
เราอยู่ที่แม่น้ำขาวได้สัก 30 นาที ก็ไปต่อกันที่โรงงานขายหยก ตามประสาทัวร์ แต่ครั้งนี้ผมรับได้ เพราะปวดขี้มากๆ แล้วห้องน้ำที่นั่นดีมากๆ อบอุ่น มีน้ำฉีด โล่งขึ้นเยอะครับ อยุ่ที่นั่นอีก 30 นาที ก็ไปต่อกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
คือหมู่บ้านนี้ผมไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร แต่มันคุ้นว่าชื่อหมู่บ้านซูเหอ (束河 : shuhe) แต่ผมลองค้นหาใน Internet เพื่อยืนยันความถูกต้อง ภาพที่เจอกลับไม่คุ้นเหมือนกับที่ผมไปเท่าไร ไม่รู้ว่าเพราะผมเดินไม่ทั่วเองหรือเปล่านะ เลยไม่ได้ไปเห็นสิ่งที่ในเขาอยากจะให้ดู ผมจึงขอเรียกว่าเป็นหมู่บ้านลึกลับก็แล้วกันครับ
ตอนถึงหมู่บ้าน เชอรี่ ขอลาพวกเรากลับ เพราะเธอได้นัดพ่อเธอไว้ที่นี่ ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึก 1 ภาพ
ที่หมู่บ้านนี้เหมือนจำลองเมืองลี่เจียงขนาดย่อมๆไว้ บ้านเมืองรูปแบบเก่าถูกอนุรักษ์ไว้ และมีหลายหลังที่ผมเห็นกำลังสร้างใหม่เพื่อเลียนแบบของเก่า! ใจกลางเมืองก็มีลานกว้างเหมือนกันเป๊ะๆ

มีจตุรัสกลางเมืองเหมือนลี่เจียง
ที่นี่ผมกับพี่ป๊อปลงทุนซื้อยาแผนทิเบตมาคนละกล่องเป็นยาแก้แพ้ความสูง ซึ่งเสี่ยวฟางเป็นคนแนะนำ
ตรงร้านขายยานั่นเอง พี่ป๊อปได้กลิ่นยาแปลกๆ เลยพูดกับผมว่า กลิ่นคล้ายๆ "หล่อฮั่งก้วย" และเสี่ยงฟางก็หันมาตอบว่า "yes" จากนั้นเธอทำหน้างงๆ และถามต่อว่า "why do you call Luo Hang Guay (หล่อฮั่งก้วย)" พี่ป๊อปกับผมเลยบอกว่า ที่ไทยเรียกว่าหล่อฮั่งก้วย เธอก็ยิ่งทำหน้างงใหญ่เลยครับ และบอกว่า "Mandarin call LO HAN KUO (หลอฮั่นกว่อ), Luo Hang Guay (หล่อฮั่งก้วย) use only in my home town"
ผมกับพี่ป๊อปเลยยิ่งคำจีนแต้จิ๋วใส่เลยครับ จำคำตอนนั้นไม่ได้แต่ประมาณว่า
"do you know เก็กฮวย" เธอตอบ "yes"
"do you know เจ็ก หนอ ซา สี่" เธอตอบ "yes"
"do you know เหล่ากง, เหล่าม่า" เธอตอบ "yes"
เธอก็พูดมาประโยคหนึ่งว่า "why you know Chaozhou hua"
พวกผมก็งงเต้กเลยครับ อะไรวะ (เพราะนึกภาษาอังกฤษหรือจีนกลางไม่ออกจริงๆว่าแต่จิ๋วเรียกอะไร)
เธอบอกว่า "this is Chaozhou hua"
พวกผมเลยบอกเธอว่า "my grand mother, grand father come from ซัวเถา (Suátao)"
เธอตกใจมาก "really!"
พวกเรา "yes!"
เธอกระโดดโหยงเลยครับ แล้วตะโกนว่า "my home is ซัวเถา (Suátao)"
พาลเอาพวกผม พี่ป๊อป โดม ตกใจไปด้วยเลย "โอ้ววว กรูเจอญาติที่พลัดพรากกันมานานแล้วหรอนี่"
เราก็เลยเราให้เสี่ยวฟางฟังว่า คนจีนส่วนใหญ่ มาจากซัวเถา ไปตั้งรกรากที่ไทยกันเยอะ ภาษาที่ใช้ก็ประมาณนี้ ซึ่งเราก็ชวนเธอไปไทย บอกว่าถ้าเธอไป เธอไปพูดภาษาซัวเถาใส่ได้แทบทุกคน รู้จักหมด
เธอเลยเล่าให้เราฟังกลับว่า ซัวเถา จีนกลางเรียกว่า ซานโถว (Shantou) และภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เฉาซานฮว่า (Chaozhou hua)
ผมบอกเธอไปว่า บ้านอากงผมอยู่เมืองเหยี่ยวเพ้ง เธอกระโดดอีกรอบครับ บอกว่าไอ้หมู่บ้านนี้อยู่ติดกับหมู่บ้านเธอเลย เธอเลยมาจับมือเช็คแฮนผม พี่ป๊อป โดม ใหญ่เลย
ตั้งแต่นั้นมาผมเห็นเธอยิ้มและร่าเริงตลอดทางเลยหละครับ คุยกับพวกเราตลอดเวลาอย่างไม่เคอะเขิลเลยทีเดียว
สระมังกรดำ ยามเย็น
หลังจากนั้นรสบัสพาเราวกเข้ามาในเมืองชี่เจียง เพื่อไปสระมังกรดำ ณ ตอนนั้นก็เย็นมากแล้วหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่รสบัส ปล่อยคนลงเสร็จก็ขับออกไป เสี่ยวฟางบอกว่ารถเขากลับไปแล้วเดี๋ยวพวกเราต้องกลับกันเอง พวกจึงรีบเดินเข้าไปเที่ยวในสระมังกรดำ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินทันที
สระมังกรดำ (黑龙潭 : Hei Long Tan - เฮย หลง ถาน , Black Dragon Pool) เป็นแนวๆสวนสาธารณะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเจดย์ตรงกลางน้ำ มองไปจะเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลัง ว่ากันว่าเป็นมุมที่สวยที่สุดในประเทศจีนเลยทีเดียว ซึ่งสวยไม่สวย ผมก็เคยสังเกตุเหมือนกันนะครับว่า หนังสือท่องเที่ยวทุกเล่มของจีน จะต้องมีรูปสระมังกรดำกับภูเขาหิมะเป็นรูปปกบ้าง หรือรูปไฮไลท์ของหนังสือบ้าง

มุมภาพที่เราเห็นบ่อยๆ จะเป็นมุมประมาณนี้ครับ ซึ่งมีหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่มที่เอาขึ้นปก
เราเดินเล่นกันอยู่แป๊บหนึ่งก็มืดซะแล้ว อาจจะเป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่แน่ใจ ที่เราได้มีโอกาสเห็นสระมังกรดำในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งแสงไฟที่เมื่อประดับกับตัวเจดีย์สไตล์หน่าซี มันช่างสวยงามมากๆ

แสงไฟยามพระอาทิตย์ตกดิน
มาดูใกล้ๆ แล้วสวยมากครับ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา
ระหว่างเดินกลับออกจากสระมังกรดำ เสี่ยวฟางตะโกนเรียกผม "Few!, i remember Thanksin's hometown same you" ผมได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ แล้วก็ "oh no!" พี่ป๊อปเลยถามกลับว่า เสี่ยวฟางรู้จักทักษิณด้วยหรอ เธอเลยตอบว่า รู้ เพราะทักษิณเคยมาที่ซัวเถา เธอจำได้ ซึ่งทำเอาทุกคนแปลกใจ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
พวกเราชวนเสี่ยวฟางไปกินข้าวเย็นเป็นการตอบแทน ที่วันนี้เธอเป็นไกด์ช่วยเหลือเราตลอดการเดินทาง และเป็นการเลี้ยงทำความรู้จักด้วย ซึ่งเราบอกว่าให้เธอแนะนำร้านอาหารอร่อยๆสักร้านหนึ่งในเมือง เธอเลยตกลง แล้วเรีกย taxi ให้เราสองคัน (เธอออกค่า taxi ให้คันผมที่นั่งมากับเธอด้วย 7หยวน!) ปรากฏว่าอีกคันไปส่งผิด เพราะเธอจำชื่อร้านผิด เลยต้องเดินย้อนกลับไปหา แล้วพาเดินกลับไปที่ร้านเหมือนเดิม เล่นเอาเหนื่อยใช้ได้

เธอพาเรามาร้านนี้ครับ เธอบอกว่าเป็นร้านสุกี้สไตล์ยูนนาน

ของกินของเราในวันนี้ ผัก เนื้อ และเบียท้องถิ่น มีให้ลองกันสองยี่ห้อเลย (Dali 8หยวน จืดๆ, อีกขวด 13หยวน)
ฉลองงงง

หม้อเขาทรงแปลกๆ ฟากหนึ่งเป็นต้มยำ ซึ่งจะมีหม้อกลางที่ต้มพริกแห้งอยู่เจาะรูถึงกัน และ ฟากหนึ่งเป็นน้ำซุปไก่ดำ ซึ่งก็แปลกตาคนไทยแบบเราอีกเช่นกัน และเนื้อมันก็เหนียวมากๆ

เหลือแต่ซาก สั่งกันไม่ยั้ง อิ่มมากจริงๆครับ
มื้อนี้หมดไป 330 หยวน (ประมาณ 1600 บาท) แพงสุดในทริปนี้เลย แต่เสี่ยวฟางออกให้เราตั้ง 70หยวนแน่ะ เธอบอกว่าค่าเบียร์ที่เธอสั้ง ซึ่งพวกเราบอกว่าจะเลี้ยงเธอ เธอก็ไม่ยอม ไม่รับเงินคืนจากเราด้วย โอ้ว ซึ้งมากกก T-T
เธอเรียกรถบั๊กคันเล็กๆ เพื่อให้ไปส่งที่ตัวเมืองเก่าลี่เจียง ผมรีบจ่ายเงินก่อนเลย 10หยวน ก่อนที่เธอจะชิงจ่ายไปเสียก่อน เราไปถึงตรงกังหันน้ำเมืองเก่า ประมาณ 2 ทุ่ม เราถามเธอว่าเธอรีบกลับที่พักไหม เธอบอกว่าไม่รีบ แล้วถามกลับว่าพวกเราจะไปไหนต่อ เราเลยบอกเธอว่าเราจะต้องไปหาทริปไปแชงกรีลา และหาตั๋วเครื่องบินจากลี่เจียงไปคุณหมิง เธอบอกว่าเดี๋ยวเธอจะอยู่ช่วยพวกเราหาเอง โอ้ววว ซึ้งรอบสอง! T-T

เสี่ยวฟาง พาเราเดินหาทัวร์ไปแชงกรีลาอยู่พักใหญ่ๆเลยหละครับ ซึ้งมากๆ
หาอยู่สองสามร้าน หาตั๋วบินไม่ได้ และก็หาทัวร์ไม่ได้เพราะเราต้องการทัวร์แบบระยะเวลาสั้น 2วัน 1คืน และราคาไม่แพงมาก เราจึงตัดสินใจเดินกลับมาที่บ้านพักของเราเพื่อมาถามเจ๊เจ้าของบ้าน เพราะแกก็ขายทัวร์ด้วยเช่นกัน
เสี่ยวฟางมาถึง ชมก่อนเลยว่า พวกเราหาที่พักนี้เจอได้อย่างไร สวยมาก เราเลยบอกว่าหาจาก lonelyplanet จากนั้นเธอก็เข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าของบ้านและเริ่มอธิบายสิ่งที่เราต้องการให้เจ๊เจ้าของบ้านฟัง เจ้าของบ้านก็โทรตามน้องชายแกที่ทำทัวร์มาคุยกับเรา
ซึ้งก้โชคดีมากๆ น้องขายแกมีสิ่งที่เราต้องการ แชงกรีลา 2วัน 1คืน จ่ายคนละ 460หยวน จากนั้นด้วยความขยาดรถนอน เราจึงมานั่งหาตั๋วเครื่องบินจากลี่เจียงไปคุนหมิง หรือถ้ามีลี่เจียงไปไหโข่ว หรือลี่เจียงไปเวียดนาม แล้วราคาไม่แพงมาก เราก็จะไป ซึ่งเสี่ยวฟางเธอก็เข้าเว็บนั่นเว็บนี่เช็คออนไลน์ให้เรา และโทรไปถามให้ เธอก็เสนอตลกๆ ว่าให้ไปบินลงกวางเจาบ้านเธอ เที่ยวกับเธอก่อนแล้วค่อยบินกลับไทย ซึ่งเราดูตั๋วของ Air Asia แล้ว เป็นไปได้ครับ รวมแล้วราคาไม่แพง แต่ว่าๆ เราจองตั๋วบินกลับจากฮานอยไว้แล้วน่ะสิ เสียดายมากๆ
สุดท้ายจนปัญญา เราเลยถามกับน้องชายเจ๊อีกครั้งว่าจะไปคุนหมิงอย่างไรดี เขาเลยแนะนำให้นั่งรถนอนไป เราเลยบอกผ่านเสี่ยวฟางว่าเข็ดแล้ว เจออะไรมาบ้าง เจ๊แกก็ขำใหญ่ แล้วบอกว่าให้นั่งรถนอนแล้วเกรดดีไปเลย พวกเราก็เพิ่งรู้ว่ามันมีแบบเกรดดี เกรดไม่ดีด้วยหรอนี่ โดยเราจ่ายเงินให้น้องชายเจ๊แกไปอีกคนละ 187หยวน เพื่อให้จองรถนอนแบบดีให้พวกเราได้กลับทันทีหลังจากกลับมาจากแชงกรีลา
วันนั้นเสี่ยวฟางช่วยเราหาข้อมูลจนถึง 5ทุ่ม พวกเราทุกคนซึ้งน้ำใจของเธอมากๆ ที่ช่วยเหลือพวกเราตลอดทั้งวันโดยไม่รูจักเหน็ดเหนื่อย เธอยังคงดู active ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าที่เราเจอจนถึงดึก พวกเราทีละคนอำลาเธอ ผมอาสาเดินไปส่งเธอที่บ้านพักซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ตอนแรกเธอบอกไม่เป็นไร แต่ผมก็ขอส่งเธอก่อนจะไม่ได้เจอกันอีก
ระหว่างทางที่เดิน ผมก็ย้ำชวนเธอให้มาเที่ยวไทย แล้วพวกเราจะดูแลเธออย่างดี เธอก็ดีใจและตอบตกลง เธอบอกว่าถ้าว่างให้พวกเราไปเที่ยวกวางเจาบ้าง เธอก็จะดูแลอย่างดีเช่นกัน
ผมเดินมาถึงตรงจุดที่ทางแยก ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผมเดินหลงในตอนเช้า เธอบอกว่าส่งแค่นี้พอ เธอไม่อยากให้ผมต้องเดินหลางทางอีกครั้งตอนกลางคืน แล้วเราก็หัวเราะๆ แล้วเราก็บอกเธอว่า "Xia Xia, Zai Jian" แล้วผมก็รอให้เธอเดินจนมืดหายไป ผมจึงเดินกลับบ้าน
เจ๊เจ้าของบ้านถามพวกเราว่ารู้จักเสี่ยวฟางได้อย่างไร พวกเราจึงเล่าให้ฟัง แล้วเจ๊แกก็บอกว่าน่ารักดีและฉลาด มันเลยทำให้พวกเราคิดถึงเธอเสียจริงๆ เสี่ยวฟางทำให้เรารู้สึกกับคนจีนเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากขึ้น จากนั้นพวกเราก็ไปนอน เพื่อรอผจญภัยกันต่อในตอนเช้า...
----
ตอนนี้ค่อนข้างยาวเพราะรูปเยอะ และเป็นการเที่ยวจริงจังของเราครั้งแรกในทริปนี้ด้วย ถือว่าสนุกมากครับ แต่สิ่งที่เราดีใจมากคือการได้เจอเสี่ยวฟาง การได้เปลี่ยนทัศนคติกับคนจีนไปในทางที่ดี ผมเขียนไปก็ยังคิดถึงเธออยู่เลย เชื่อว่าทุกคนที่ไปกับผมก็คงคิดถึงเธอ ว่าเธอได้ทำอะไรให้กับเราบ้าง เสียดาย ตั้งแต่กลับไทยมา ยังไม่เคยเจอเธอ online QQ เลย ไม่เช่นนั้นคงได้ทวงสัญญามาเที่ยวไทย อิอิ
ตอนหน้าจะได้ไปแชงกรีลาแล้วครับ เป้าหมายของทริปนี้ของผมเลย ติดตามกันนะครับ ;D
อ่านย้อนหลัง #4 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ชอบต้าลี่ หลงรักลี่เจียง
อ่านตอนต่อไป #6 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ถึงแล้ว แชงกรีลา ในฝัน








#1 By เชน หยินและหยาง on 2010-08-01 07:38