เขียนแทบจะ 2 เดือนครั้ง กว่าจะจบ ผมคงได้ไปอีกรอบ ฮ่าๆ, บังเอิญเพิ่งค้นเจอคลิปตอนที่เต้นรอบกองไฟในลี่เจียง เลยไป update เพิ่มใน #4 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ชอบต้าลี่ หลงรักลี่เจียง ใครจะย้อนไปดูก็ตามสบายเลยครับ ว่ามันน่าสนุกดี

ความเดินตอนที่แล้วใน #5 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค หลง ไหล ลี่เจียง กับเพื่อนใหม่ชาวจีน พวกเราไปเที่ยวทั่วลี่เจียงจนเต็มอิ่ม และได้เจอกับเสี่ยวฟาง สาวจีนน่ารักใจดีที่ช่วยเหลือเราในการท่องเที่ยว พร้อมมื้อเย็นสุดแสนอร่อย ทำให้ทริปนี้พวกเราได้เพื่อนใหม่และน่าจดจำที่สุด

มาถึงตอนที่ 6 ในที่สุดผมก็ถึงแชงกรีลาเสียที เขียนเกือบปี เพิ่งจะถึง ฮ่าๆ ขอเริ่มเลยก็แล้วกันนะครับ

กระชากหัวใจ ไปเสือกระโจน

เช้าวันที่ 7 ธันวาคม 2552 หรือเป็นวันที่ 5 ในการแบกเป้ไปแชงกรีลาของพวกผม ผมตื่นประมาณ 6.30 ทำใจรับความหนาวอาบน้ำแต่งตัว ยังไม่ทันเสร็จดี มีเสียงตะโกนบอกว่าไกด์มายืนรอเราตั้งนานแล้ว และเขาต้องรีบพาเราไปขึ้นรถให้เร็วที่สุดเพราะสายมากแล้ว

ผมก้มมองนาฬิกา ตอนนั้นประมาณ 8 โมงเช้า พวกผมรีบเดินเท้าทันที ซึ่งเส้นทางเดินและสถานที่ขึ้นรถเหมือนตอนขึ้นรถเที่ยวลี่เจียง เดินออกไปนอกเมืองเก่า ทั้งไกลและหนาว ทำเอาคนเมืองร้อนลงพุงแบบผมเหนื่อยเหงื่อซึมเลยทีเดียว

ระหว่างทางพวกเราแวะซื้อปาท่องโก๋และน้ำเปล่ามาตุนไว้กิน เพราะจากลี่เจียงไปแชงกรีลาต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมง รวมทั้งจากประสบการณ์ในลี่เจียงทำให้รู้ว่าต้องแวะซื้อออกซิเจนกระป๋องมาเผื่อไว้คนละกระป๋องด้วย ฮ่าๆ

บางส่วนวะซื้อของ ผมและเพื่อนบางคนเดินไปถึงรถก่อน เจออีเจ๊อ้วนๆคนหนึ่งกวักมือตะโกนมาแต่ไกล ทำนองให้รีบมาขึ้นรถ อีเจ๊คนนี้เป็นไกด์ที่ต้องไปกับรถครับ หล่อนทำหน้ายักษ์ใส่แล้วบ่นเสียงดังขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าต้องรอเพื่อนเราอีกกลุ่มที่แวะซื้อของ ตอนนั้นคนจีนน่งรอกันเต็มคันรถเรียบร้อย เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้แสดงความเป็นไทยมาสายให้ชาวจีนได้เห็น ฮ่าๆๆ

เพื่อนเราขึ้นรถมาครบ รถเริ่มออก อีเจ๊โวยวายอะไรไม่รู้ คนจีนบางคนก็สนทนากลับ แล้วก็ขำๆกันทั้งคัน ไม่เข้าใจความหมาย แต่ได้ยินคำว่า "ไท่กั๋ว" ที่แปลว่าคนไทย บ่อยครั้ง ก็พอเดาได้ว่าพวกเมิงนานทากรูอยู่ พวกเราก็ได้แต่นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยไม่รู้ไม่ชี้ ประเด็นที่คุยก็ยังเป็นเรื่องเสี่ยวฟางที่ช่วยเหลือเรา ซึ่งเสียดายที่เธอไม่ได้มากับเราอีกในวันนี้ คิดถึง... T-T

รถแวะจอดรับลูกทัวร์เพิ่มที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พวกเราเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นสาวจีนสามนางลากกระเป๋าเตาะแตะๆขึ้นรถ โอ้วเชร๊ดดด มีเป้าหมายใหม่ทันที ฮ่าๆๆ พวกเรา(เฉพาะผู้ชาย) ก้มหน้าก้มตาซุบซิบๆ อยากรู้จัก บังเอิญเธอเดินมานั่งเบาะหลังกับพวกผู้หญิงพอดี ได้แต่เสียดาย ทำไมตอนแรกพวกตรูไม่ไปนั่งเบาะหลังฟะ!

เส้นทาง ลี่เจียง-แชงกรีลา สวยมากครับ เต็มไปด้วยต้นไม้มีใบสีเหลืองโปรยปรายสองข้างทาง ฉากหลังเป็นภูเขาสูงใหญ่ ซึ่งสามีอาอี๊ปัทมาแห่ง Nikon เคยบอกเราตอนอยู่ลี่เจียงว่าถ้าเป็นไปได้ให้นั่งหน้ารถ จะได้ถ่ายวิวได้สะดวก แต่ ณ เวลานี้ พวกเรายืนยันขอนั่งหลังรถกับสาวจีนดีกว่า ฮ่าๆ

เส้นทางระหว่างไปแชงกรีลา

รถจอดแวะให้เราเข้าห้องน้ำ ตรงนั้นมีตลาดชาวบ้านเล็กๆอยู่ เบื้องล่างของภูเขาเป็นแม่น้ำ พวกเราเห็นคนจีนถ่ายรูปกันใหญ่ เลยเข้าใจว่านี่คือโค้งแรกแม่น้ำแยงซีเกียง เข้าใจแบบนั้นจนกลับมาที่ไทย แต่ก็แอบแปลกใจว่าไม่เหมือนในรูปที่เคยเห็น เช็คจากหลายๆเว็บ ก็เลยฟันธงได้ว่าเข้าใจใจผิดมาตลอดทาง แป่วว

หลังจากขึ้นรถ สาวๆชาวไทย เริ่มทำงานแล้วครับ เธอเริ่มชวนสาวชาวจีนคุยได้ความว่า เธอสามคนเรียนอยู่มัธยมที่ออสเตรเลีย อยู่ในช่วงปิดเทอมจึงกลับจีน เธอจึงชวนกันมาเที่ยวตามสไตล์สาวสาวสาว มี โซฟี เป็นสาวเซี่ยงไฮ้ ตัวเล็กๆ ติ๋มๆ คิกขุน่ารัก, เชลซี สาวกวางเจา ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม น่ารักๆ หน้าคล้ายๆ นางเอกหนัง คนเล็กหมัดเทวดา ของโจวซิงฉือ และคิตตี้ สาวซีอาน ร่าเริง น่ารักๆ

สาวๆก็คุยกันไป หนุ่มๆก็ได้แต่นั่งฟังอีเจ๊ไกด์พูดอธิบายภาษาจีน เดาว่าพูดถึงประวัติและวัฒนธรรมของแชงกรีลา และอีเจ๊แกก็คงสอนคำทักทายภาษาธิเบต คนจีนในรถก็พูดตาม หัวเราะคิดคักๆ เราก็พูดตามไปด้วย ด้วยความไม่รู้เรื่อง สาวจีนเขาบอกว่า พอเจอกันในแชงกรีลา เขาจะทักทายและขอบคุณด้วยคำเหล่านี้ พูดไปพูดมาอีเจ๊คงฮึกเฮิมเหมือนจะออกรบโชว์ร้องเพลงท้องถิ่น เสียงสูงหูแทบแตก อย่างกับหมูออกลูก

ทนฟังอีเจ๊ท้องกลมได้ชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะเงียบให้หลับได้ ตื่นมาอีกทีก็ถึงหุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge - 虎跳峡 Hǔtiào Xiá) อีเจ๊กวักมือหยอยๆ เรียกเราลง แล้วพูดๆฝากฝังให้สาวจีนช่วยดูแลภาษาให้พวกเราด้วย โดยเขาให้เวลาเวลา 2 ชั่วโมงสำหรับสถานที่แห่งนี้ 

หุบเขาเสือกระโจน หรือ Tiger Leaping Gorge 

ฟังทีแรกแปลกใจกันว่าทำไมให้เวลานานจังวะ พอได้เดินเข้าไปชมวิว ปรากฏว่า ไอ้หุบเขาที่ว่าต้องเดินเลาะแม่น้ำไปอีก 2 กิโล โอ้ว เชร๊ดเป็ด ถึงว่าทำไมมีเปิดบริการสามล้อลากด้วย ระหว่างเดินก็ต้องระวังสามล้อ และจะมีทหารจีนนั่งอยู่เป็นระยะ คอยเตือนให้เดินชิดเขาไว้ เพราะเดินๆไปอาจจะมีหินจากเขากลิ้งตกลงมาใส่หัวได้ ช่างน่าอันตรายจริงๆ

อากาศบริสุทธิ์ ภูมิประเทศยิงใหญ่แปลกตามากครับ

หุบเขาเสือกระโจน เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำแยงซีเกียงในเขตมรดกโลก ซึ่งถูกยกเป็นสถานที่ที่ต้องไปเที่ยวให้ได้ หากใครจะไปแชงกรีลา โดยมัมีเรื่องเล่าว่า มีชาวบ้านแถวนั้นเห็นเสือตัวหนึ่งพยายามจะกระโดดข้ามฝั่งแม่น้ำ เขาจึงตามเสือไปว่ามันจะทำอย่างไร เพราะแม่น้ำแยงซีเกียงทั้งลึกและไหลเชี่ยวกราดมาก สุดท้าย เสือมันเดินเลาะไปจนถึงจุดที่เรียกว่า แคบที่สุดของแม่น้ำแยงซีเกียง และมันจึงกระโดดข้ามฝั่งมากัดชาวบ้านคนนั้นตายห่าพอดี.. อันหลังผมล้อเล่นนะ แค่เสือกระโดดข้ามก็จบตำนาน กร๊ากๆ. โดยจุดนั้นชาวบ้านเขาเลยให้ชื่อว่า หุบเชาเสือกระโจน

ตรงจุดที่เสือกระโจน


น้ำไหลแหลงมาก ยิ่งใหญ่ขนาดไหนลองเทียบกับตัวคนดูสิครับ

ในเชิงท่องเที่ยวมุมมองผม มันเป็นสถานที่ๆไว้เดินชมแม่น้ำ ภูเขา วิวทิวทรรศน์ที่สวยงามและแปลกตากว่าเมืองไทย แต่ผมมองต่อและอยากแนะนำคนที่จะเที่ยวอีกว่ามันคือที่ๆควรแวะเพือปรับสภาพร่างกายตัวเองสักหน่อย บรรยากาศ ณ ตรงนั้น เย็นสบาย ไม่อึดอัด มีกลิ่นน้ำกลิ่นดินจางๆ อากาศบริสุทธิ์สุดๆ สูดออกซิเจนให้เต็มปอด แล้วเดินบริหารปอด หัวใจ สัก 2 กิโล เก็บเกี่ยววิวข้างทางกับออกกำลังกายก็พอ อย่าไปคาดหวังอะไรมากกับจุดหมาย เพราะไปถึง คุณจะเจอรูปปั้นเสือทำท่ากระโดดกับโขดหินใหญ่ 2 ก้อน นอนโง่ๆ อยู่ริมน้ำ

หลังจากนั้นเขาพาเราไปกินข้าวเที่ยงครับ ก็นั่งร่วมโต๊ะเดียวกับสามสาวจีน นั่นก็เลยทำให้พวกเราทุกคนได้แนะนำตัวซึ่งกันและกันและได้คุยกันสนิทกันมากขึ้น พวกเธออายุแค่ 19 เอง กำลังรอที่จะเข้ามหาวิทยาลัย โดย เชลซีสนใจ Architecture, คิตตี้ ตั้งใจว่าเธออยากเป็นดาราโดยเลือกเรียน Actor และโซฟีอยากเรียนเกี่ยวกับ  Education ซึ่งค่อนข้างสะท้อนตัวตนของแต่ละคนรวมไปถึงสะท้อนคนในสังคมจีนยุคใหม่ได้อย่างดี. และจู่ๆเชลซีลุกขึ้นเดินรอบโต๊ะเพื่อรินน้ำชาให้ทุกคน มันทำให้พวกเราอึ้งและชื่นชมเธอมาก ต่อให้เป็นเด็กไทยผมยังแทบไม่เคยเจอแบบนี้เลยในวงโต๊ะกินข้าว ผมก็เลยรีบยกโถข้าวเดินตักให้ทุกคนตามเธอกู้หน้าศักดิ์ศรีชายไทยทันที ฮ่าๆ

ตอนที่ขึ้นรถ เจ๊ไกด์มาถามว่าสนใจจะไปนั่งกินอาหารและแด๊นซ์แบบธิเบตหรือเปล่า แต่ต้องจ่ายเพิ่มคนละ 135 หยวน ซึ่งพี่ปูกับพี่แอนไม่ไป อยากนอนพักที่โรงแรม พวกเราก็ลังเลๆ แต่เห็นว่าสาวจีนและคนจีนแทบจะทั้งคันรถเขาไปกัน ก็เลยเอากับเขาหน่อย อยากลองของแปลก ฮ่าๆ

ผลอยหลับไปแป๊บหนึ่ง ตื่นมาอีกทีเริ่มเข้าสู่เขตเมือง พวกเรามาถึงเมืองจงเตี้ยน (Zhongdian) หรือ แชงกรีลา (Shangri-La) แล้วครับพี่น้องงง.. เย่ๆๆ แต่ยังมองไม่ออกว่ามันอะไรตรงไหนกันแน่เพราะดูบ้านเมืองสมัยใหม่. รถพาเราไปจอดหน้าสถานศึกษาวัฒนธรรมธิเบต เป็นตึกสูงประมาณ 4 ชั้น เดินเข้าไปมีแผนที่จำลองอาณาบริเวณตั้งแต่ลี่เจียงไปจนถึงทิเบต โดยมีพระลามะมาอธิบายให้ฟังว่าเทือกเขา แม่น้ำ เมือง ต่างๆ คือที่ไหนอะไรอย่างไร ซึ่งไกด์ชวนให้ทุกคนไหว้และทักทายว่า "ทาชือเดอเล" (Tashi Delek)  เป็นคำทักทายภาษาธิเบต

ลามะพาชาวคณะทัวร์อีเจ๊ขึ้นมาชั้น 2 เป็นห้องที่มีภาพแขวนฝาผนังวาดเป็นพระพุทธเจ้า เทพ ภาพร่างกาย ภาพนิทาน เยอะแยะมากมาย ลามะอธิบายไปทีละรูป สามสาวจีนก็แปลให้พวกเราฟังเป็นภาษาอังกฤษ พอจับใจความได้ว่า ทิเบตโด่งดังเรื่องยาสมุนไพรมาก ลักษณะคล้ายๆจีน มีเรื่องของลมปราณ อวัยวะ การเกิดแก่เจ็บตาย ที่มาของโรคต่างนานา ซึ่งรูปวาดในนั้นสวยดีครับ และน่าสนใจมากๆ เสียดายที่ฟังไม่ออก คงได้ความรู้อยู่ไม่น้อย

จบการอธิบาย ลามะกลัวว่าจะไม่เข้าถึงและไม่เชื่อ เขาเลยให้ทุกคนเข้าไปพบซินแสเพื่อให้ทำนายทายโรคกันตัวต่อตัวเลยทีเดียว โดยแยกเป็นห้องห้องละสามคน แต่เราคนไทยขออนุญาติเข้าไปพร้อมกับสาวจีน เข้าไปต้องทำการเคารพ และห้ามยืนต้องนั่งทุกคน ซินแสจะนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงกว่าเรา ซึ่งคนที่จะให้ตรวจสุขภาพก็จะต้องเข้าไปนั่งตรงหน้าเขา แบมือสองข้างยื่นให้เขาดู บางคนอาการหนักเขาก็ให้แลบลิ้นด้วย จากที่นั่งดูทุกคนตรวจ ต่างบอกเสียงเดียวกันว่าทายแม่น! คนนั้นขี้ไม่ออก ปอดไม่ดี คนนี้มีปัญหาท้องน้อย คนโน้นปวดกระดูกสันหลัง โอ้ว ดูแบบหมอดู แต่แม่นแล้วรู้โดยไม่ต้องพูดสักคำ แต่พอถึงตาผมยื่นมือให้เขาดูบ้าง เขาพูดประโยคเดียว แปลได้ว่า "ผมสุขภาพแข็งแรงดีมาก" ทุกคนในห้องเลยหวือหวา คนอื่นเป้นโรคหมด เมิงไม่เป็นอะไรเลยหรอนี่ ผมเลยบอกไปว่า "ผมรำไทเก็ก" เขาก็ตอบ "โอ้วว ดีๆๆ" แต่ในใจผมคิดว่า ทำไมกรูไม่ได้รู้สึกว่ากรูแข็งแรงเล้ยยย (เหล่าซือสอนไทเก็กผมสองสามคนก็พูดเหมือนกันว่าผมมีชี่ดี สุขภาพดี แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมยังรู้สึกยังอ่อนแอไม่แข็งแรง)

ลองให้ซินแสแพทย์แผนธิเบตทำนายทายทักว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร โดยการมองแค่ฝ่ามือ และใบหน้า

หลังจากเดินออกจากตึกสถานศึกษาวัฒนธรรมธิเบต ไกด์ชี้ให้เดินไปเที่ยววัดข้างๆ เป็นวัดสไตล์จีนอยู่บนเนินเขา มีระฆังทิเบตทรงกระบอกขนาดใหญ่ ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ดูไม่สูง แต่เดินขึ้นไปแล้วเหนื่อยจริงๆ พอเห็นระฆังเท่านั้นหละ ไกด์ตะโกนเรียกกลับ ก็ต้องเดินลงทันที T-T

ไม่รู้ชื่อวัดครับ เหมือนแวะเพราะเป็นทางผ่าน แต่ว่ากันว่าระฆังธิเบตทรงกระบอกใบนั้นใหญ่ที่สุดในโลก

สถานที่ต่อไปคือวัดซงจ้านหลิน (The Gadan Songzanling Monastery - 松赞林寺 Sōngzànlín Sì) เป็นวัดธิเบตอยู่ในเขตเมืองเก่าจงเตี้ยน โดยสร้างจำลองมาจากพระราชวังโปตาลาในลาซาธิเบตครับ (Potala Palace) หรือบางคนจะเรียกว่าวัดซงจ้านหลินว่าโปตาลาน้อย (Little Potala) ผมถือว่าวัดนี้เป็นจุดสำคัญและเป็นเป้าหมายสุดท้ายของ

วัดซงจ้านหลิน อาคารหลักที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในเขาห้ามถ่ายรูปครับ เลยมีแต่ด้านนอก

วัดทิเบตมักมีผ้าผืนใหญ่ๆปิดตรงทางเข้า 

โชคร้ายนิดหนึ่งว่าตอนที่พวกผมไป วัดกำลังก่อสร้างอะไรอยู่สักอย่าง ทำให้มีไม้หินดินปูนเต็มวัดเลยทีเดียว แต่ภายในวัดสามารถเข้าชมได้ตามปกติรวมไปถึงในตัวอาคารของวัด. ภายในจะมีพระองค์พุทธรูปองค์ใหญ่มาก โดยมีพระลามะ อธิบายภาพวาดและเทพต่างๆให้เราฟัง ซึ่งสวยและแปลกตามากครับ เป็นศิลปะแบบธิเบต องค์เทพหลายๆองค์จะมีหน้าตาดุๆ เพื่อคอยปกป้องกระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาตามแนวคิดของพุทธมหายาน

วัดซงจ้านหลิน ที่จำลองประราชวังโปตาลาในเมืองลาซา ธิเบต

ในความคิดผม วัดซงจ้านหลิน ถือเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของทริปตามหาแชงกรีลาเลยทีเดียว เพราะทุกการโปรโมทและพูดถึงเมืองจงเตี้ยนหรือแชงกรีลานี้ ก็จะใช้รูปวัดนี้เป็นสัญลักษณ์แทบทุกที่ การได้มาฝากความทรงจำในวัดนี้ผมจึงถือว่าผมมาถึงแชงกรีลาเรียบร้อยแล้วคร้าบบบ เย่ๆๆ ;D

มีอีกชื่อว่า โปตาลาน้อย (Little Potala)


มาถึงแชงกรีลาเสียที เย่ๆๆ


ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกที่ได้มาเหยียบตรงจุดที่เป็นสัญลักณ์ของแชงกรีลา นั่นคือ วัดซงจ้านหลิน

กลับจากวัดซงจ้านหลินประมาณหกโมงเย็น พี่ปูกับพี่แอนก็แยกกลับไปที่โรงแรม ส่วนพวกผมที่เหลือไปชมการแสดงที่สถานที่แห่งหนึ่ง เป็นบ้านไม้แกะสลักแทบทั้งหลังเลยครับ สวยมาก เดินลงจากรถ เขาก็มีพิธีกรรมต้อนรับ โดยเป็นยายผู้อาวุโสที่สุดในนั้นเอาผ้าสีขาวๆ มาคล้องคอเรา แล้วเราต้องแบมือยื่นไปข้างหน้า และกล่าว "ทาชือเดอเล" จากนั้นถัดไป จะมีคนยื่นจอกเหล้าเล็กๆให้เราจุ่มหนึ่งนิ้วแล้วดีดออกจากตัวไป เดาว่าเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่างๆ 

ผมว่าข้างนอกสวยแล้ว แต่ข้างในสวยกว่าเยอะครับ ไม้แกะสลัก ลงสีสันสวยงาม แสงไฟสีเหลือง เฟอนิเจอร์เป็นไม้ ดูมีมนขลังน่าหลงไหลมาก พวกเรานั่งล้อมพื้นที่การแสดงตรงกลางมีเสาไม้ต้นใหญ่ๆผูกผ้าไว้ จากนั้นมีสาวแต่งชุดพื้นเมืองเดินมารินน้ำนมซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสาวจีนบอกเป็นแพะหรือนมตัวจามรี รสมันจืดๆข้นๆ ข้างๆกันมีไหเหล้าให้คนละไหพร้อมจอกเล็กๆ รสชาติร้อนแรงมาก กระดกทีรู้สึกร้อนจากคอลงไปถึงท้องเลยทีเดียว ให้ความอุ่นจนอยากยกไหกลับโรงแรมด้วยเลย ฮ่าๆ

อาหารและเครื่องดื่มแบบทิเบตๆ เรียบง่าย แปลกๆ แข็งๆ จืดๆ เลี่ยนๆ ฮ่าๆ

อาหารที่เสริฟ ก็มาแปลกครับ มีขนมปังคล้ายๆปาท่องโก๋จืดๆแข็งเป๊กเลยครับจิ้มกินกับน้ำนม อย่างที่สองเป็นเนื้ออะไรสักอย่าง(เดาอีกว่าเนื้อจามรี)รสชาติเปรี้ยวนิดๆ อย่างที่สามเป็นมันต้มทั้งลูก อย่างที่สี่เป็นเหมือนของกินเล่นครับเป็นธัญพืชเม็ดเล็กๆเหมือนเม็ดข้าวอบแห้ง เคี้ยวๆมันๆเพลินดี อารมณ์ว่าเป็นถั่วลิสงตามร้านเหล้าไทย เครื่องปรุงที่ให้มีน้ำตาลทรายแล้วก็ไหใส่ผงสีน้ำตาลอะไรสักอย่าง ลองจิ้มๆแล้วก็จืดๆ ผมได้แต่มองคนจีนรอบๆ เขาก็ดูจะงงๆ กินกันแบบงงๆ ไม่มีคนบอก ผมก็ต้องจิ้มมั่วลองไปเรื่อย มันช่าง mix and ไม่ match จริงๆ T-T

การแสดงผมว่าผมชอบนะ เพลงและท่าเต้นแปลกน่าสนุกดี การชื่นชมทุกครั้งหลังจบการแสดงเขาจะกระทืบเท้าครับ พร้อมตะโกนคำว่า "จ้ะซี่เสี่ยวจ้ะสี่เสี่ยวจ้ะละซี่ป่ะโซ่" และมีให้แข่งตะโกนกันเป็นกลุ่มๆด้วย ทดสอบว่าจำได้หรือเปล่า พร้อมตะโกนย้อนหลังอีกต่างหาก ฮ่าๆ สนุกดี ส่วนเวลาขอบคุณหรือทักทายก็จะพูด "ทาชือเดอเล่" เหมือนเดิม แต่ที่ผมชอบเห้นจะเป็นประโยคที่ให้ตะโกนว่า "ยัซโซ่ ยัซโซ่ ยัซยัซโซ่ เย่...." แล้วไอ้ตรงเย่.. ให้ชูสองนิ้วแบบลิโพด้วยนะครับ ฮ่าๆๆ

ชมการแสดงภายในห้องโถงขนาดใหญ่ สนุกดีครับ

เขาชวนให้ออกไปร้องเพลงกันเล็กน้อย หนุ่มไทยนายโดม เลยออกไปโชว์เพลงเทียนมีมี่ซะเลย ฮ่าๆ ผิดถุกไม่รู้ แต่คนจีนร้องตามและชอบใจกันทีเดียว ตอนหลังเขาให้ทุกคนเข้าไปร่วมเต้นด้วย ขอบอกว่าสนุกมากครับ (ผมและพี่ป๊อบเต้นจนต้องกลับมาพ่นออกซิเจนกันเลยทีเดียว ฮ่าๆ) งานนี้ผมได้กำไรคนเดียวเลยในฐานะเต้นข้างๆเชลซี เพราะได้ทั้งจับมือ โอบเอว กอดคอ เธอเต็มๆ เป็นที่ถูกเขม่นจากหนุ่มไทยขี้อิจฉามาก กร๊ากๆๆๆ

หลังจากจบงานนี้อีเจ๊ไกด์ไม่เคืองเราแล้วหละ เฮฮาปาจิงโกะ แล้วก็ถ่ายรูปร่วมกับพวกเราด้วย

ผู้มาเยือนชาวไท่กั๋ว สาวสาวนักเรียนนอกชาวจีน เจ๊ไกด์เสียงดัง และนักร้องท้องถื่น

พวกเรากลับโรงแรม ก็เจอว่าห้องที่เขาจัดให้คือห้องเตียงคู่ 3 ห้อง เอาแล้วไงล่ะ ผู้ชายมองหน้ากันว่าใครจะต้องไปนอนกับผู้หญิง ลงไป reception ขอเปลี่ยนห้องก็ไม่ได้เพราะเต็มหมด ขณะที่เรากำลังมึนๆงงๆตกลงกันอยู่  เชลซีเดินมาบอกว่าเธอจะยกห้องแบบสามเตียงของเธอให้พวกเราผู้ชายนอน แล้วห้องคู่ที่เหลืออีกห้อง เธอจะไปนอนกับเนส โอ้ววว แม่เจ้าาา นางฟ้ามาโปรดดด ซาบซึ้งรอบที่ 2

เหมือนจะดีครับ แต่คืนนั้นถือว่าพวกเรารับความซวยแทนสาวจีนไปก็แล้วกัน เพราะฮีตเตอร์ห้องที่เรานอนมันง่อยๆ แถมเตียงไม่มีที่ทำความร้อน คนอุ่นคือคนนอนติดฮีตเตอร์ ส่วนไอ้ผมกับอีกคนนอนหนาวชิบเป๋ง

ตื่นเช้ามาพบว่าโง่เหมือนตอนอยู่ที่ลี่เจียงเลยครับ เพราะมีผ้าห่มนวมอีกชุดในตู้ T-T

เช้าวันใหม่วันที่ 8 ธันวาคม 2552 เราต้องตื่นกันแต่เช้าแล้วลงมากินข้าวกันตั้งแต่ 5.30 เจอความประทับใจสาวจีนในวงข้าวอีกรอบเมื่อเชลซีบริการให้เราทั้งเสริฟอาหาร ซื้อน้ำเปล่าและกระดาษทิชชู่ให้ T-T กินเสร็จก็ checkout ขึ้นรถทัวร์เพื่อเดินทางต่อไป

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมขอจบไว้แค่นี้ เพื่อสรุปว่าตอนนี้พวกเราได้มาถึงแชงกรีลาเรียบร้อยแล้ว และจากการมาเที่ยวเพียงแค่วันเดียวก็ทำให้ผมพอจะเดาได้ว่า สักวันรัฐบาลจีนอาจจะต้องปล่อยทิเบตเป็นอิสระหรือไม่สนใจอีกต่อไป เพราะที่เมืองจงเตี้ยนนี้ผมเห็นความพยายามของรัฐบาลจีน ที่จะ clone ความเป็นทิเบตทั้งหมดมาไว้ที่นี่ ตั้งแต่การยอมเปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน มาเป็น แชงกรีลา หรือสัญลักษณ์พระราชวังโปตาลา ก็ยกมาจำลองไว้  ก่อตั้งสถาบันศึกษาภาษาและวัฒนธรรมธิเบต หรือแม้แต่การแต่งตั้งองค์ดาไลลามะที่เป็นของจีนเอง โดยไม่สนใจองค์ดาไลลามะของที่เบตที่เดินทางหาสันติภาพไปทั่วโลก ณ ขณะนี้

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดจะเป็นจริงไหมและจะเกิดอีกเมื่อใด แต่มันสร้างอารมณ์การผจญภัยครั้งหน้าให้ผมอยากไปยืนที่ลาซาในธิเบตสักครั้ง เสพทุกอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป และก่อนผมจะไม่มีโอกาสได้ไป สวัสดีครับ


แฉปิดท้ายมีคนพยายามเต้นกับสาวๆจนลืมแก่ เป็นลมเป็นแล้ง กร๊ากๆ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึงแล้ว \(*0*)/ สวรรค์ชั้นแชงกรีลา

น่าสนุก รูปสวย & อยากไปมากมากกกกกก !!!

#1 By extasy`Ryo (183.89.204.208) on 2010-09-21 10:01

ฮ่าๆๆ ชอบๆ เหมือนไปผจญภัยมากกว่าไปเที่ยว

อยากไปมั่งเลยอ่ะ ชอบนักล่ะ อะไรดูลำบาก ๆ นี่

เดินให้น่องโป่ง อิอิ รออ่านต่อนะค๊า surprised smile

#2 By Pinmuk (114.151.71.56) on 2010-09-22 22:47

เขียนสนุกดีค่ะ น่าติดตาม

#3 By ติดตาม (202.183.211.197) on 2011-03-02 15:52