Bad-Soc

Twitter เปลี่ยนพฤติกรรม

posted on 15 Jan 2011 02:45 by ifew  in Bad-Soc

การที่อะไรจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครสักคนได้ บางครั้งต้องใช้เวลานาน หรือต้องคลุกคลีบ่อยๆ ซึ่ง Twitter เป็น Social Network ชนิดหนึ่งที่คนเล่นและคนอ่าน จะต้องตามติดตลอดเวลา เพื่อ update คนที่ตนเองตามอยู่ (follow) หรือข้อความที่ตนเองได้ post (tweet) ไป ว่ามีใครมาตอบ (reply หรือ mention) หรือส่งข้อความต่อ (retweet หรือ rt) หรือไม่

ไอ้ผมเองคลุกคลีกับ Twitter ตั้งแต่ปี 2007 เคยงงกับมันในช่วงแรก ทวีตบ้าบิ่นในตอนกลาง และเริ่มหงุดหงิดบ่อยครั้งในปัจจุบัน เนื่องจากทั้งตนเองมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และคนที่เราตามก็เริ่มเปลี่ยนไปเหมือนกัน โดยคนที่เราตามอาจจะเพราะเขาเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วและเข้ามาเล่น หรือเป็นพฤติกรรมลึกๆที่ Twitter ทำให้เขาแสดงออกได้เต็มที่ หรือเป็นเพราะ Twitter ทำให้พฤติกรรมเขาเปลี่ยนไป

บังเอิญวันนี้นึกได้ก็เลยขอบันทึกสิ่งที่ตนเองเจอและคิดไว้ ทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไป โดยผ่าน Twitter

ข้อดี

  • มันทำให้ทักษะสรุปความผมดีขึ้นนะ เนื่องจาก Twitter มันจำกัดแค่ 140 ตัวอักษร ยิ่งถ้าต้องตอบใคร หรือโพสรูป โพส URL จำนวนตัวอักษรที่เราจะพิมพ์ได้ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ ดังนั้นเวลาผมอ่าน หรือได้ฟังอะไรมาสักอย่างและจะ tweet ผมต้องนึกแล้วนึกอีกว่าจะสรุปอย่างไรให้เข้าใจได้ในข้อความที่ถูกจำกัดแค่ 100 อักษรนิดๆ
  • ข้อมูลอัพเดทเร็วมากกกกกก แทบจะหลายๆ เหตุการ ไม่ว่าจะม็อบเสื้อแดง เสื้อเหลือง รถติด BTS หยุด ร้านอาหารลดราคา เจ๊จงหยุดร้าน จตุจักรร้อนมาก รถเมล์หยุดประท้วง สารพัดข่าวความเคลื่อนไหว ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ส่งตรงถึงมือตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ที่ประสบพบเจอเองหรือจากสำนักข่าวปกติทั่วไป ซึ่งเท่าที่พบมา 80% ค่อยข้างเป็นข่าวจริงครับ
  • ได้ใกล้ชิดกับ celeb ที่ชื่นชอบ โดยเฉพาะดาราสาวสวย เช่น พอลล่าเทเลอ น้องแพตตี้ หรือแม้แต่น้องแป้งโกะ นางเอก mv เพลง เบา เบา รับรู้ความเคลื่อนไหวทุกขณะ(เท่าที่เขาจะบอก ฮ่าๆ) พิมพ์ตอบกลับคุยกับเขาได้ด้วยนะเออ แต่ยอมรับว่า celeb หลายคนเขาก็ให้คนอื่นเล่น หรือมีทีมงาน หรือแฟนคลับเล่นแทนเขา ตรงจุดนี้ต้องตรวจสอบดีๆ เดี๋ยวจะพาลเสียความรู้สึกในตอนหลัง
  • เสพความรู้ได้ไม่สิ้นสุด เพราะมี geek ที่เก่งๆในคอมพิวเตอร์ กราฟฟิก ดนตรี ศิลปะ หลากหลายแขนง รวมไปถึงเว็บไซต์ให้ความรู้หลายเว็บ ได้เล่น Twitter และโพสข้อความ หรือ URL ที่ประดับความรู้เราหรือเราสามารถนำไปใช้งานได้ เยอะแยะมากมาย หรือแม้แต่การโพสข้อความถามบรรดาผู้รู้เหล่านั้นตัวต่อตัวได้ทันที
  • กระจายข่าวสารได้เพียงคลิกเดียว เพียงแค่เรามีข้อความที่ดูน่าสนใจ และมีคนตามเราสักหน่อย พอโพสทวีตปั๊บ จะมีคน retweet คุณต่อ ยิ่งเป็นข้อความหรือข่าวสารที่ถูกใจมวลชน ก็จะถูก retweet ไปเรื่อยๆ สมมุติคน 10 คน rt คุณ และคนเหล่านั้นมีคนตามเขาสักคนละ 100 คน แปลว่าข้อความคุณมีโอกาสสู่สายตาคนถึง 1000 คนทีเดียว!
  • มีโอกาสได้ทำดีตลอดเวลา อาจจะเพราะเทรนการกุศล ช่วยเหลือสังคมที่มาแรง หรืออะไรไม่ทราบได้ มันเลยทำให้ชาว twitter พร้อมใจกัน rt ข้อความ บริจาคเลือด ช่วยเลหือน้ำท่วม เลี้ยงอาหารเด็ก ให้อาหารหมา หาอาหารแมว กันสารพัดไปหมด แล้วก็ค่อนข้างได้ผลซะด้วย คือมีผู้พร้อมใจตอบสนองโครงการเหล่านี้เพรียบ รวมถึงถ้าเราอยากทำบุญง่ายๆ ก็ตัดสินใจเลือกทำได้ตามความสะดวกจาก tweet ที่ได้รับ

ข้อเสีย

  • แม่ม มันทำให้ผมเขียนเล่าเรื่องยาวๆ ไม่ค่อยได้ ซึ่งปกติผมจะชอบเขียน blog เช่นใน http://ifew.exteen.com แต่หลังจากเริ่มติด twitter เท่านั้นหละครับ เริ่มห่างหาย เพราะมีอะไรก็บันทึกลง twitter ทันที และหลังจากชินการพิมพ์สั้นๆมานาน เมื่อผมต้องไปเขียนอะไรยาวๆ ผมมักถนัดเขียนได้ทีละ 2-4 บรรทัด แล้วจบ 1 ย่อหน้า. และจากการที่ชอบเล่นคำ ก็กลายเป็นใช้คำธรรมดาๆ สั้นๆ เพื่อให้ได้ใจความ มันทำให้เราค่อนข้างหมดความสละสลวยในการใช้คำไปโดยปริยาย
  • เวลาในชีวิตส่วนตัวหายไป เพราะมันจะคอยก้มๆ เงยๆ มองมือถือหรือมองจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ไม่เช็คข้อความที่ตนเองโพสไปว่ามีใครตอบกลับหรือ rt ไหม ก็จะสลับจอไปดู Timeline ที่คนอื่นโพสทวีตไปว่ามีอะไรน่าสนใจ ซึ่ง ก็ด้วยมันมีข้อดีจากที่กล่าวไปแล้ว มันเลยทำให้เราดูได้เรื่อยๆ ไม่รู้จักจบสิ้น มองนาฬิกาอีกที ก็ตีสอง ตีสาม อดหลับอดนอนกันพอดี. ข้อนี้เวลาที่เราเห็นใครเขาโพสตลอดเวลา เล่นบ่อยๆ แชร์ข้อมูลดีๆบ่อยๆ บางคนนั่นคือเขากำลังทำงานครับ อย่าไปคิดว่าเขาว่างนะนั่น แล้วก็คิดผิดไปทำตัวว่างโพสบ่อยแบบเขา เสียดายเวลาจัดๆ
  • รู้จักคนอื่นมากขึ้น แต่รู้จักตนเองน้อยลง เพราะเรามัวแต่ส่งใจออกนอกตัวไปตามคนอื่นตลอดเวลา แล้วที่เวลาเรามองตัวเองก็ดันมองในมุมมองที่ว่า ฉันจะทวีตอะไรไปแล้วคนอื่นจะคิดอย่างไร จะชื่นชมไหม จะเกลียดไหม จะเบื่อไหม ซึ่งมันคือว่าเรารู้จักตนเองน้อยลง แถมกลายเป็นคนชอบแส่เรื่องชาวบ้านโดยไม่รู้ตัวอีกต่างหาก ตรงนี้ผมมองว่าค่อนข้างอันตรายอย่างแรง
  • หลงไปกับกระแสได้ง่าย จิตใจอ่อนแอ ก็เพราะผลจากข้อที่แล้ว คือเราเอาใจตัวเราไปเกาะกับคนอื่น เกาะกับกระแสที่มันถาโถมเข้ามา โดยไม่รู้หรอกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี บางครั้งเจอคนทวีตพร้อมกันบ่อยๆในเรื่องๆเดียวกัน มันก็พาลทำให้เราเปลี่ยนความคิดไปเข้าพวกกับคนเหล่านั้นได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าเป็นเพื่อนเราหรือ celeb ที่เราชื่นชอบ ตรงนี้พวกนักการตลาดชอบนักแล เข้าคอนเซปเขาเลยทีเดียว. อย่างที่ผมบอก บางทีเห็นใครโพสทวีตชมสินค้านั่น ด่าสินค้านี้ บางทีมันคืองานของเขานะ เพื่อมาสร้างกระแส
  • เอาแต่ใจตนเองมากขึ้น เพราะเหมือนสักแต่จะพ่นอะไรออกไปก็พ่นออกไปไม่แคร์ชาวบ้านชาวช่อง ยิ่งทำแล้วมีคนสนับสนุนเห็นดีเห็นงามตามเป็นแฟนคลับด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ เอาแต่ใจตัวเองในโลกออนไลน์แล้วมันพาลจะติดตัวมาถึงโลกแห่งความจริง อันนี้ก็น่ากลัวซะเหลือเกิน เพราะมันดูเหมือนจะปลอดภัย ใครชวนไปไหนก็ไป ชวนทำอะไรก็ทำ ใครขัดก็ไม่ค่อยได้ เพราะคนอื่นเขาก็ทำกันนะเธอ.. แล้วบางทีอาจจะมีประโยคตามมาด้วยว่า ถ้าเธอไม่ชอบ เธอก็ unfollow ฉันไปสิ.. อื้มมม...
  • เป็นคนขี้บ่นง่ายขึ้น ก็เพราะเราไม่สนใจใคร อยากชมก็ชม อยากด่าก็ด่า มันคือโลกส่วนตัวของฉัน มันเลยทำให้ติดมาบนโลกความจริง บางทีมันก็ดีที่มีอะไรก็พูดกันตรงๆ แต่เราอาจจะไม่รู้หรอกว่าทำให้คนอื่นรำคาญ ไม่ว่าจะบ่นใน twitter หรือในโลกความจริงก็เถอะ
  • ขี้อวดล่ะที่หนึ่งเลย อันนี้ค่อนข้างเข้าตัวผมจะๆ เพราะด้วยความที่เราอยากจะบอกคนอื่นนะว่า เฮ้ย ฉันกินร้านนี้ ซื้อไอ้นี้ ใช้ได้นั่น ดีชิบเป๋งเลยว่ะ ดังนั้น เห็นปั๊บ ถ่ายรูปปุ๊บ โพสทวีตทันที มันเลยมีนิสัยเหมือนเด็กขี้อวดครับ ตลกๆ แต่ก็ดีน่ารักไปอีกแบบ แต่ถ้าเป็นคนที่ขี้อวดอยู่แล้ว อันนี้ค่อนข้างน่าหมั่นไส้ เพราะพวกนั้นจะมีลักษณะการทวีตอีกแบบที่ดูแล้วจะรู้สึกได้เอง ลองสังเกตุดูสิครับ ฮ่าๆ
  • ความปลอดภัยในชีวิตลดลง โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่น foursquare หรือเปิด GPS เพื่อโพสถานที่ในการทวีตของเรา ซึ่งมันทำให้ใครต่อใครรู้ได้ว่าเราอยู่ ณ จุดไหน ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว เปิด GPS ปุ๊บ สัญญาณดาวเทียวแม่มทิ่มปักลงมากลางกบาลกันเลยทีเดียว คือมันแม่นเกินไปมากๆ
  • เปลืองเงิน ซึ่งมันแน่นอนว่า ยิ่งเราติด social network เมื่อไร การที่ต้องการ keep contact หรือติดตามคนที่เราสนใจอยู่เสมอๆ มันทำให้เราต้องเสียเงินในการออนไลน์มากมาย บางคนมีทั้ง iPhone+Internet Unlimited, BB+BB Service+Internet Unlimited แถมกลับมาบ้านที่บ้านต่อ Internet High Speed ไว้อีกต่างหาก รวมๆแล้วค่าบริการอย่างละเกือบ 1พันบาท พอแม่งมัน 3 ตัวเลย ก็ต้องจ่ายไป 2 พันต่อเดือน ถือว่าค่อนข้างแพง

พวกข้อดีข้อเสียเหล่านี้ที่ผมมาบอกกล่าว เป็นการสังกตุในมุมมองของผมฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าใครเล่น Twitter, Facebook หรืออื่นๆ ก็ลองสังเกตุดูนะครับ ว่าจะเจอแบบผมบ้างหรือเปล่า ฮ่าๆๆ

อ้างอิง LAB.TOSDNTwitter เปลี่ยนพฤติกรรม

สมัยเมื่อสักปี 2002 ที่ผมเริ่มหัดทำเว็บได้ไม่นานและได้ทำ TOSDN.com ขึ้นมา เพื่อเป็นที่เผยแพร่ Open Source Source Code ทั้งของไทยและของต่างประเทศให้คนไทยได้เข้ามาเลือกหา ถึงแม้ว่าในอดีตจะมีคนแจก Source Code เรียกว่ามีน้อยมากๆแล้ว แต่ก็ยังถือว่ามากมากนัก ถ้าเทียบกับในปัจจุบัน

ถ้านอกจาก tosdn.com ของผมแล้ว สมัยก่อนของไทยก็จะมี thaidev.com, php.deeserver.com, sixhead.com ซึ่งเรียกได้ว่าจะมีคนไทยเอาของมาปล่อยกันอยู่เนืองๆ ชื่อเดิมๆวนไปวนมา เช่น คุณพีกับยู, น้าแม็ก(mocyc.com), พี่บอลสตูดิโอ และอีกหลายๆท่านที่ผมจำชื่อไม่ได้ ต้องขออภัยด้วยครับ

ระบบสมัยก่อนที่ทำแจกกันก็มักเป็นตัวที่กำลังนิยมในสมัยก่อน เช่น Webboard, Sticker Vote, Poll, Diary,  Article, Counter กว่าจะรังสรรค์เว็บขึ้นมาได้สักตัว ต้องเอาตัวนี้มาประกอบกับตัวโน้น แก้ Code สารพัด ถึงจะได้เว็บพอทัลสักตัวที่มีระบบคล้ายเว็บดังๆ เช่น Mthai, Siam2you, Hunsa, Sanook

พอ PHP Nuke (เว็บ Portal Open Source สมัยก่อนดังมาก ลงตัวเดียวได้ครบทั้ง articlr, forum, poll, album vote, comment, counter และเพิ่มโมดูลได้ไปไม่จำกัด) เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในคนไทย ตามมาด้วย Post Nuke และสารพัด Nuke จนมี Joomla, Drupal, WordPress ในปัจจุบัน เวลาที่คนไทยอยากได้เว็บสักตัว ก็จะนึกถึงและไป Download เจ้า CMS ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปชื่อหลังๆ (สมัยก่อนตามเว็บนอกเขาเรียกว่าระบบเว็บ Portal แต่ต่อมาเขาเรียกรวบกันไปเลยว่าเป็น CMS หรือ Content Management System)

Download ปุ๊บ ติดตั้งปั๊บ ด้วยการคลิกๆและกรอกข้อมูลไปตามขั้นตอน จบแล้วไปโหลด Module เพิ่ม โหลด Theme สวยๆมาแก้แล้วแปะใส่เข้าไป เปิดเว็บได้ภายใน 2 ชม. โดยไม่ลำบากลำบนเหมือน 2-3 ย่อหน้าแรกที่ผมยกตัวอย่างไป ขอเพียงแค่เป็น Super User รู้จักคำศัพท์, ไปหา Host, โหลด Code และติดตั้งตามขั้นตอน ก็สามารถมี web สวยๆ Feature ดีๆ ได้ไม่ยาก

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนี้ ความสำคัญของ Open Source ตัวอื่นๆ ก็ถูกผลักตกขอบโลกไป เพราะคนไทยรู้จักแค่ตัวใหญ่ๆดังๆ แล้วก็ไปนิยมหา Code ที่เขาเรียกว่า Snippet Code (เป็นพวก Code เล็กๆไม่กี่บรรทัด เช่น โค๊ดห้ามคลิกเม้าขวา, โค๊ดกรองอีเมล, โค๊ดแปลงข้อความเป็น URL ฯลฯ) มา Copy-Paste ใช้งานให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ

เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ไฉนเลยพี่ไทยทั้งหลายจะต้องขวนขวายไปพัฒนาเองกันเล่า เปรียบเช่นสังคมประเทศนี้สงบสุข ทำงาน หาเงินเพื่อซื้อของได้ทุกอย่าง แล้วไฉนฉันจะต้องไปคิดค้นและผลิตเองกันเล่า ไอ้พวกแรกก็ไปลอกฝรั่งเป๊ะๆ ให้คนพวกนี้ถ่มถุยใส่ อีกพวกก็สร้างสรรค์ทำได้ดีแต่ก็ถูกมองว่าเสียเวลาไม่มีคนใช้ดอก พวกสุดท้ายก็มีเพียงส่วนน้อยที่ทำดี, เผยแพร่ดี, connection ดี ประหนึ่งอิฐงามที่ลอยเหนือพื้นน้ำ โด่งดังเป็น Celeb ในโลก IT หรือ Social Network ในทุกวันนี้

ผมก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ดูผู้คนเสพและอวดในสิ่งที่ตนเองมี อย่างบ้าคลั่ง ถ้ามองในมุมคนเป็นเจ้าของ ฉันมีตัง ฉันอยากได้ หรือมันทำนี่ได้ ทำโน่นได้ ก็สารพัดเหตุผลที่จะยกมาเพื่อครอบครอง แต่ถ้ามองในมุมมองคนซื่อบื้อๆ เดินตามโลกแต่ไม่ได้วิ่งตามโลกแบบผม ผมมองว่ามันเป็นพัฒนาที่ทำให้สังคมไทยเป็นเช่นทุกวันนี้ในเรื่องแนวคิด ค่านิยม วัตถุและต่างๆนานา

รู้สึกจะไปไกลมาก กลับมาเรื่อง IT เหมือนเดิมดีกว่า, จากที่ผมเคยสัมภาษณ์หลายๆคนที่มาสมัครงานบริษัท ผมมักไม่ค่อยถามเรื่องโปรแรกมมิ่งเท่าไรนัก เพราะผมก็ไม่แม่น แต่ผมอยากฟังวิธีคิดมากกว่า ซึ่งส่วนมากแทบจะ 80% ที่สัมผัส แทบไม่เป็นนอกเหนือจากที่มหาวิทยาลัยสอน, หนังสือไทยที่มี, หรือเว็บบอร์ดไทยบางเว็บได้ให้คำตอบไว้ และแทบจะ 80% อีกเช่นกัน ที่ผมถามว่าหาข้อมูลความรู้จากไหน คำตอบที่ได้มักจะมาจากเว็บไทย 1-2 เว็บ เรื่องเทคนิคเรื่องอะไรใหม่ๆ ไม่ต้องพูดถึง ก็มีเท่าที่คนอื่นหยิบยื่นให้ การหา Error Code ไม่รู้, Document ไม่เคยอ่าน, สงสัยอะไรไม่เคยหาคำตอบ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของหลายๆท่านที่บอกว่า “ฉันต้องป้อนให้ทุกอย่างเลยหรอ” เพราะสังคมไทยชอบให้ป้อนข้อมูลให้

ถ้ามือใหม่ใครก็ตามที่เคยรับคำปรึกษาจากผมผ่าน TOSDN.com หรือไม่ผ่านก็ตาม ผมมักจะบอกให้หัดเขียนโค๊ดอะไรก็ได้สักตัว แล้วแจกเป็น Open Source ไปเลย มันทำให้เราได้หัดเขียนระบบทั้งระบบ แล้วการแจกจ่ายเป็นการที่ทำให้คนหลายๆคนช่วยเหลือติชมงานของเราเพื่อให้พัฒนาให้ดีขึ้นไป แต่มายุคนี้ผมกลัวว่าการแจกจ่ายจะทำให้สังคมไทยเป็นง่อยลงไปอีก ผมจะทำเช่นใดดีหนอ ถ้าไม่ต้องหลับหูหลับตาเพื่อทำตามแนวคิดเดิมของผมได้ต่อไป

เพราะจุดหมายปลายทางมันทำให้สมปราถนา แต่ข้างทางมันทำให้ได้ประสบการณ์