#7 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค จากแชงกรีลา สู่ คุณหมิง
posted on 17 May 2011 18:58 by ifew in TrAveLดองไว้ตั้งแต่ตอนล่าสุด #6 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ถึงแล้ว แชงกรีลา ในฝัน เขียนเมื่อ 18 กันยายน 2010 เกือบจะ 1 ปีเลยทีเดียว ฮ่าๆ (พูดไป บิดตัว แอบเขิล)
สวยแต่เหนื่อย!
หลังจากหลับไหลแบบหลับๆตื่นๆ เพราะฮีตเตอร์พัง เราตื่นกันมาตอนตี 5 เพื่อออกเดินทางไปอุทยานแห่งชาติผู่ต๋าช่อ (Pudacuo National Park) ซึ่งระหว่างทาง รถบัสพาจอดแวะสถานที่ขายของแห่งหนึ่ง มีออกซิเจนกระป๋อง ถุงมือ ยาแก้แพ้ความสูง เสื้อกันหนาวให้เช่า
อุทยานแห่งชาติผู่ต๋าช่อ (Pudacuo National Park)ไกด์บอกว่าอุทยานหนาวและสูง (~4000เมตร) ควรเตรียมความพร้อมไว้ให้มาก ออกซิเจนอย่างน้อยคนละ 2-3 กระป๋อง. ผมเห็นคนจีนกรูกันเข้าไปจับจ่ายออกซิเจนและเช่าชุดกันหนาว ส่วนพวกเราคนไทย ก็ลังเลๆ เพราะคิดว่าที่กรูใส่มาเนี่ย จัดเต็ม หนาเตอะ! แต่ออกซิเจนไม่พอ ก็เลยต้องไปต่อคิวซื้อกับเขาด้วย ซึ่งที่นี่ขายแพงมากครับ กระป๋องละ 55หยวน (275บาท) ถ้าซื้อจากตลาดเก่าลี่เจียง จะกระป๋องละ 25หยวน เอง
พอเดินทางมาถึงอุทยาน ลงจากรถปุ๊บ โอเค ตรูเชื่อละ หนาวจริง! แต่ความกดอากาศไม่น้อยเท่าตอนอยู่บนภูเขาหิมะมังกรหยก พอหายใจหายคอได้ จะเตรียมก็พวกถุงมือ หมวก เสื้อ มีเท่าไร จัดให้ครบ ทั้งหนาว ทั้งลมครับที่นี่ พูดเป็นควันตลอด
ที่นี่เราจะต้องลงมาเดินผ่านประตูและนับจำนวน (ซึ่งก็เจอที่แรกที่มากับทัวร์แล้วต้องลงมาตรวจคน) พอเสร็จแล้ว รถจะพาเราเข้าไปในอุทยาน ระหว่างสองข้างทาง ช่วงฤดูที่ผมไป จะค่อนข้างเกือบแห้งแล้ง ตรงจุดที่เขาบอกว่าเคยมีน้ำก็กลายเป็นทุ่งหญ้า
สามสาวจีนแปลจากไกด์ให้ฟังว่า มีให้เราเลือกว่าจะนั่งรถวนกลับหรือเดินกลับ โดยถ้าเดินกลับ จะเป็นระยะทาง 4.2กิโลฯ และเดินเล่นไม่นานเกิน 3 ชั่วโมง (12.00) ฟังเงื่อนไขแล้วเบบี้มาก ซึ่งพวกเธอบอกเราว่าจะเดินกลับ แล้วก็แน่นอนครับ ชาติไทยไม่แพ้ใครในโลก เราเลือกเดินกลับกับพวกเธอ
รถพาเรามาปล่อยไว้ที่แห่งหนึ่ง จัดแจงเข้าห้องน้ำ แล้วก็เริ่มออกเดินทาง เวลานั้นก็ประมาณ 9 โมง แดดเริ่มออกพอให้อุ่นบ้างแล้ว ทางอุทยานทำทางเดินให้ได้เดินได้สะดวก เลาะริมทะเลสาบไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ได้เสพวิวข้างทาง สวยมากเลยครับ ทะเลสาบ ภูเขา ก้อนเมฆ และสาวจีน สวรรค์ดั่งคำร่ำลือ ฮ่าๆ
ที่นี่ถูกขนานนามว่าไข่มุกเม็ดงามแห่งที่ราบสูง โดยจะมีพวกพืชและ ต้นไม้หลายสายพันธุ์มาก ไอ้เราก็ดูไม่ค่อยเป็นรู้แต่ว่าเจอแต่ต้นไม้แปลกๆ เพราะเป็นต้นของพวกเมืองหนาว โดยเราแทบจะไม่พบในเมืองไทย และระหว่างเดิน จะมีกระรอก (หรือกระแตไม่แน่ใจ) คอยวิ่งเล่นด้วยเป็นระยะๆ
เดินไป ถ่ายรูปไป รู้สึกเหนื่อยพอสมควรครับ ถึงความกดอากาศไม่ต่ำมาก แต่ผมก็ไม่ชิน ต้องคอยพ่นออกซิเจนและดื่มน้ำบ่อยๆ เร่งฝีเท้ามากไม่ได้ เวลาขึ้นบันไดต้องค่อยๆขึ้นและหายใจเข้าออกยาวๆ ผิดกับสาวๆ โดยเฉพาะสามสาวจีน ร่าเริง ตื่นเต้น สนุกสนานมาก โดยเฉพาะเชลซี แทบไม่พ่นออกซิเจนเลย แถมเธอยังให้ผมมาพ่นด้วย เพราะออกซิเจนผมหมดทั้ง 2 ขวด T-T






ช่วง 2 กิโลฯ สุดท้าย มีขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เล่นผมหอบเลยทีเดียว และก่อนจะถึงรถบัส ก็ยังมาเจอบันไดอีกยาวๆ ร่วม 50 ขั้นได้ พวกผู้ชายทำใจเฮือกสุดท้ายค่อยๆก้าวขึ้นไป ส่วนสาวๆ โดยเฉพาะสามสาวจีนเธอถึงก่อน ตามด้วยสาวไทย เธอบอกว่าพวกเธอเป้น winner เราเป็น loser แถมถูกถ่ายรูปเก็บไว้อีกต่างหาก T-T
ลาก่อนแชงกรีลา
ร้านขายเครื่องปรุงยาแผนจีน และธิเบต
ช่วงเที่ยง แดดแรงและอากาศเริ่มร้อน รถบัสพาเราไปแวะร้านขายยาแผนทิเบต ซึ่งข้างนอกเป็นบ้านทรงทิเบตทำจากไม้ ดูเก่า ขลังๆ แต่ข้างในดูดีเป็นระเบียบเหมือนซุปเปอร์มาเก็ต มีซุ้มกระจกซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องปรุงยาสารพัด ตั้งแต่ กบ ตะขาบ งูเล็ก เครื่องใน งูใหญ่ ตุ๊กแก กระดูก ปลาดาว ม้าน้ำ อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในพิพิธพันธ์สัตว์ป่า ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติของคนจีนและคงเห็นเป็นของมีค่ามากด้วยครับ กุลีกุจอซื้อกันคนละหลายห่อ รวมถึงสาวสวยชาวจีนของเราอย่างเชลซี เธอซื้อกบไปหลายห่อ บอกว่าไว้บำรุงความงาม ไอ้พี่ไทยแบบเราได้แต่มองแล้วก็พยักหน้าเงิบๆ ตามสบายชี

ใครสนใจอยากลองยาจีน ยาธิเบตไหม
ซื้อยาเสร็จสรรพ พาเราไปกินข้าวเที่ยง ผัก มัน เหมือนเดิม แต่ยังคงเอร็ดอร่อย มะเขือเทศและมันฝรั่ง ก่อนเดินทางกลับลี่เจียง ไกด์ให้รถบัสจอดแวะธนาคารเพื่อให้เราแลกเงิน (ตั้งแต่ขามา เราขอให้คนติดต่อทัวร์บอกไกด์ว่าเรามีเงินหยวนไม่พอ ต้องแลกดอลล์ล่าเพิ่ม และถ้ากลับไปลี่เจียงธนาคารจะปิดก่อน จึงต้องแลกก่อนกลับ) ปรากฏว่าธนาคารแห่งแรกปิด แกเลยให้รถบัสจอดรอข้างทาง แล้วพาผมนั่ง taxi ไปธนาคารอีกแห่ง แลกเสร็จสรรพ แกโทรสั่งรถบัสมารับที่ธนาคาร ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ ผมแอบกำเงินให้ 100 หยวน บอกเจ๊แกว่า "taxi taxi" เจ๊แกก็โบกไม้โบกมื้อปฏิเสธิ พูดภาษาจีนอะไรไม่รู้ แกพาผมมาส่งขึ้นรถ แล้วโบกมือลา (เจ๊แกเป็นคนท้องถิ่นที่นั่น)
และก่อนลา เจ๊แกพูดกับผมว่า "สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ" เล่นทำเอาผมแปลกใจและประทับใจมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าแกไปหัดมาจากไหน ได้อย่างไร แถมช่วยเหลือเราคนไทยให้ไปแลกเงินอีกด้วย ซึ้งใจมากๆ (น่าจะครั้งที่ 3 4 5 แล้วหรือเปล่า ที่ผมซึ้งใจกับคนจีน และทัศนคติคนจีนเปลี่ยนไป)
ระหว่างขากลับ ผมรู้สึกวิวสองข้างทางไม่เหมือนเดิมกับขามา สวยแปลกตา มีอะไรให้ดูอยู่เสมอๆ เพลงบนรถบัสภาษาธิเบตผสมจีนกลางบรรเลงได้เพราะมาก แล้วผมก็คล้อยกลับไป รู้สึกตัวอีกทีคือใกล้เข้าตัวเมืองลี่เจียง

ระหว่างทางกลับจากแชงกรีลา มา ลี่เจียง
พวกเราร่ำลาและขอบคุณสามสาวจีน เชลซี โซฟี และคิตตี้ ที่คอยดูแลและแปลภาษาให้เราตลอดการเดินทาง ซึ้งใจมากครับ ทั้งน่ารักและนิสัยดีแบบนี้ ก็จัดแจงแลก email, msn, facebook กัน เชลซีฝากบอกเราว่าถ้ามาไทยต้องพาเธอเที่ยวด้วย ถึงตอนนั้นพวกผู้ชายคงแทบจะต่อยแย่งกันพาเที่ยวเลยทีเดียว เธอจับมือพวกอำลาแล้วก็เดินลงจากรถไป ส่วนสาวไทยมีแอบไปแลกเบอร์หนุ่มจีนมาได้อีก โอ้ว ช่างไวไฟจริงๆ
รถพาเรากลับมาลงที่เมืองเก่าลี่เจียง เราเดินกลับไป Dongba Inn ที่พักของเรา เพื่อไปชำระเงินค่าเที่ยวแชงกรีลา รวมไปถึงค่ารถนอนจากลี่เจียงไปคุนหมิง
จากประสบการณ์รถนอนที่ผ่านมา ตอนจอง พวกเราจึงมีเงื่อนไขว่า ขอรถนอนที่แพงที่สุด ใหญ่ที่สุด และไม่มีคนสูบบุหรี่ เราจึงได้รถนอนของ The Yunnan Express ซึ่งเจ๊เจ้าของบ้านที่จองรถให้ บอกกับเราว่า เป็นบริษัทรถที่ดีที่สุดในยูนนาน และจะแพงกว่ารถทั่วไป 20 หยวน เป็น 187 หยวน (935 บาท) ซึ่งพอไปถึง รถคันใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย ดูสะอาดดี เตียงแคบเท่าเดิม พอดีตัวผม และขายืดสุดไม่ได้ ไม่มีกระโถนไว้อ้วก ไม่มีคนสูบบุหรี่ และมีฝรั่ง!
The Yunnan Express แพงอีก 20 หยวน แต่ใช้ได้เลยจ้ะเราต้องอยู่บนรถนอนจากลี่เจียงไปคุนหมิง 10 ชม. (เริ่มออก 20.30) คืนนั้นผมยังไม่ชินกับการนอนบนรถเหมือนเดิม จึงขอยานอนหลับจากเนสไป 1 เม็ด และก็โชคดีที่มี TV ให้ดู เป็นหนังจีนฮ่องกง เรื่อง Teppanyaki ผมก็ฟังไม่ออกหรอก ดูแต่ภาพ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ขำไปกับมันด้วยเหมือนกัน พอหนังจบ ก็ต้องข่มตาหลับตามเดิม
ฮัลโหล คุนหมิง
พวกเราถึงคุนหมิงตอน ตี 5 อย่างแรกที่ทำคือหารถไปซื้อตั๋วไปเหอโข่ว (ชายแดนจีน-เวียดนาม) รอบกลางคืน รอไว้ ซึ่งสถานีรถที่จีนแทบทุกเมืองจะไม่เหมือนไทย คือ มีสถานีรถไกล กับ สถานีรถใกล้ และยิ่งเป็นคุนหมิง ผมยิ่ง งง ไปใหญ่ มันมีใกล้ ไกล ทิศเหนือ ใกล้ ไกล ทิศใต้ เก่า ใหม่ วุ้ย สารพัด เอาเป็นว่านั่งเปิดหนังสือกันจ้าละหวั่น
แถวสถานีรถคุนหมิง จะมีรถตู้เล็กมารอรับเพรียบ ซึ่งก็แน่นอน ย่อมต้องเลือกเป็นธรรมดา แต่เราตัวเลือกไม่มากนัก ใช้วิธีชี้หนังสือถามว่าจะไปที่นี่ ถ้าเขารู้เราก็เลือก แล้วก็ถูกคันซะด้วยสิครับ เพราะนอกจากมันจะโก่งราคาเราจาก 60หยวน (300บาท) เป็น 80หยวน (400บาท) แล้ว แม่งยังพากรูไปผิดสถานีอีกต่างหาก โชคดีมีพนักงานพูดอังกฤษได้ จึงคุยกันเข้าใจและเขาโบกรถตู้อีกคันให้ไปส่ง, เสียไปอีก 30หยวน (150)
เจ๊คนขับก็ดูมนุษย์สัมพันธ์ดี อารมณ์ดี ยิ้ม หัวเราะตลอด และพยายามคุยกับเรา อังกฤษคำ จีนคำ ซึ่งเขาบอกว่า นึกว่าเราเป็นพวกเกาหลีญี่ปุ่น เพราะเขาคิดว่าคนไทยเป็นพวกคนใต้ น่าจะตัวดำกว่านี้ ;P
เจ๊คนขับพามาส่งท่ารถ พวกเราจองตั๋วเรียบร้อย รอบ 19.30 ซึ่งเป็นไปตามแผน โดยเราจะอยู่เที่ยวคุนหมิงตอนกลางวัน และนั่งรถต่อตอนกลางคืนเพราะจากคุนหมิงไปเหอโข่ว (ชายแดนจีน-เวียดนาม) จะใช้เวลาอีก 10 ชั่วโมง ซึ่งถ้าไปต่อเลย จะเสียเวลาตอนกลางวันฟรีๆ พอไปถึงตอนเย็น ก็เสี่ยงด่านปิด และโรงแรมแถมชายแดน ก็น่าจะดูไม่สบายนัก
คุณหมิงยามเช้าหนึ่งในของฝากเพื่อนๆในไทย
คราวนี้อาศัยหนังสือไทย ว่าเขานอนใกล้ๆท่ารถ และดีๆหน่อยมีโรงแรมไหนบ้าง ก็ได้เป้าหมายที่นี่ครับ Kun Hu Hotel (ใกล้ๆ สี่แยก ถนน Beijing Lu ตัดกับ ถนน Hangnan Lu) โดยถ้าห้อง 1 เตียง ปกติคืนละ 160หยวน (800บาท) แต่เราบอกว่าจะอยู่ถึงแค่ 18.00น เขาจึงให้ราคาเดิมแต่ห้อง 2 เตียงแทน เราจึงขอเป็น 2 ห้อง. สภาพห้องดูดี อะไรดีหมด เสียสองอย่าง อย่างแรกเป็น ห้องน้ำรวม แยกหญิงชาย อย่างสอง ห้องอาบน้ำชาย แม่งน้ำร้อนยังไม่ถึงเวลาใช้ (ทั้งๆที่บอกกรูว่าใช้ได้ 24 ชม.) แต่ก็แอบแปลกว่า อ่างล้างหน้าใช้น้ำร้อนได้
จัดแจงทำอะไรเสร็จ เราก็ออกมาเดินเล่นตามแผนที่ ซึ่งโชคดีว่าแถวโรงแรมมีธนาคาร Bank of China ซึ่งเป็นโอกาสอันดีครับ เป็นธนาคารแห่งชาติจีน เราสามารถเงินบาทที่นี่ได้ และอัตราไม่โดนโกงด้วย ดังนั้นอย่าช้าถ้าพบเจอ
ใกล้ๆ กับโรงแรมที่เราพัก
เดินตามถนน Hangnan Lu ไปเรื่อยๆ จะเจอห้าง Kunming Shalom Plaza ที่ขายแต่เสื้อผ้า ซึ่งดูจากราคา ผมว่าไม่ต่างจากไทย ก็ได้แต่เดินมองๆ แล้วแวะกินข้าวแถวนั้น แล้วข้ามสะพานไปเจอป้ายถนน Hun Jing Lu ซึ่งตรงนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเส้นเดียวกับใน Lonely Planet ทำรูปไว้ แต่เขียนชื่อในนั้นว่า Qing Nian Lu ดังนั้นหากใครถือ Lonely Planet ก่อนหน้า 11th Edition (เล่มที่ผมถือคือ 11 update ล่าสุด ณ เวลานั้น) ไม่ต้อง งง นะครับ
ระหว่างเดินจากโรงแรมไปย่านการค้าของคุนหมิง
ถ้าเดินตามถนน Xun Jing Lu (มีคลองเรียบข้างๆ) ไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ มันจะเริ่มเข้าสู่ย่านการค้าอย่างเห็นได้ชัด รถราร้านค้าเริ่มเยอะ จนมาถึง Jinbi Lu ผมก็พบร้านขายของและห้าง เดินตามแผนที่ไปจนถึงห้าง Carrefour มันจะไม่เหมือน market แบบบ้านเราครับ ที่นี่จะเป็นตึกใหญ่มาก เหมือนเซ็นทรัล และระแวกนั้นอารมณ์คล้าย Siam Square มีลานกว้างให้คนเดิน รายล้อมด้วยตึกใหญ่โต โรงหนัง ร้านขาย CD ร้านหนังสือ โรงเรียน เดาว่าที่นี่คงเป็น Down Town ของคุนหมิง (เท่าที่รู้มา ห้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใหญ่จีนจะเป็นพวกเครือ Carrefour นั่นเอง)
shopping center ของคุนหมิง คล้ายๆ สยามบ้านเรา

ผมแวะเข้าร้านหนังสือแถวนั้น ซื้อแผนที่ยูนนานกับแผ่น CD หนังจีน และเพลงทิเบตมาเป็นที่ระลึก
ขากลับ เรานั่ง taxi กลับไปโรงแรม เสียไป 10หยวน แต่ที่คุนหมิง มีกฏหมายว่าจะเสียเพิ่มอีก 1 หยวน ค่าปล่อยควันพิษ โชคดีที่ผมอ่านเจอที่ป้ายภาษาอังกฤษในรถ ไม่เช่นนั้นคงมี "งง"
หาอะไรกินก่อนออกเดินทางต่อไปเวียดนาม (สังเกตุขวดน้ำ (ยี่ห้อ Wahaha น่าจะดังมากในจีน เพราะมีขายทั่วไป) แต่ว่ามันบรรจุน้ำไม่เท่ากัน! )
กลับถึงโรงแรม กินมาม่า จัดแจงบิ๊วให้ขี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทรมานส้วมกลางทาง แล้วก็รีบลงมา Checkout ก่อน 18.00น. เสร็จสรรพ โบก taxi ไปสถานี ซึ่งจริงๆมันห่างกันแค่เกือบกิโลฯ แต่ขี้เกียจแล้วหละครับ แหะๆ
รถนอนจากคุนหมิงไปเหอโข่ว ถูกมากครับ 123หยวน เพราะไม่มีแอร์ เป็นรถพัดลม ซึ่งเปิดหน้าต่างนอนก็เย็นสบายได้อยู่ มีขอทานมาก่อกวนเล็กน้อยก่อนรถออก พอไม่ให้เงิน มันก็ทำท่าจะมาขอกระเป๋าเราเสียอย่างนั้น เราก็ไม่ให้ จนคนขับรถมาไล่ แล้วเขาก็มาเก็บเงินพวกเรา ฝรั่ง และคนจีนบางคนเพิ่มอีกคนละ 10หยวน เขาบอกว่าเป็นค่าทางด่วน ซึ่งผมก็ งงๆ เหมือนกัน แต่ก็ยอมจ่ายไป
รถวิ่งออกไปสักพัก รถบัสกลับอ้อมทางด่วนแล้วไปอีกเส้นหนึ่ง ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร สักพักรถก็จอดติดอยู่พักใหญ่ๆ เกือบ 2 ชั่วโมง จนคนขับตัดสินใจ วกรถกลับ แล้วไปขึ้นทางด่วนเหมือนเดิม ดี สมน้ำหน้ามัน แล้วก็สมน้ำหน้าตรูด้วย T-T เสียเวลาเลย
แม้งวดนี้จะดู low low หน่อย แต่คนในรถไม่มีอ้วก ไม่มีสูบบุหรี่ครับ มีแต่คุยนอนคุยกันบ้าง คุยโทรศัพท์บ้าง คุยกันแม่งทั้งคืน กว่าผมจะเคลิ้มหลับได้ น่าจะเกือบเที่ยงคืน
ไม่รู้ว่าเวลาไหน ผมตื่นขึ้นมาพบว่ารถจอดอยู่ และมีทหารเดินขึ้นมาสองสามคน ขอ Passport พวกเราและฝรั่งไป ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนจีนคนอื่นโดนไหม แต่ก็ให้ไป แล้วตอนที่ผมเดินไปเข้าห้องน้ำรอรถออก เห็นทหารกำลังลอกข้อมูลอะไรบางอย่างใน Passport ไปด้วย แอบหวั่นๆ ว่าไปทำอะไรเนี่ยไม่ดีหรือเปล่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ T-T สักพักเขาก็เอามาคืนให้บนรถ แล้วรถก็ออกตามปกติ
บนรถเราได้รู้จักฝรั่งคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน เขากำลังไปซาปา เขาทำงานเก็บเงินก้อนใหญ่ได้ก้อนหนึ่งจึงลาออกมาแบกเป้เที่ยวจีน 2 เดือน โดยเริ่มจากอยู่ที่ฮ่องกง 2 อาทิตย์ ไป คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง แล้ววกกลับมาคุนหมิง ซาปา แล้วจะไปจบที่ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ ชีวิตเขาดูน่าสนุกดี แต่จากที่สังเกตุตอนเข้าห้องน้ำ ผมเห็นคนจีนเรียกเก็บค่าห้องน้ำไป 3 หยวน (15บาท) แต่ถ้าคนรู้หรือพอจำอักษรได้แบบเรา จะรู้ว่าต้องจ่ายแค่ 3 เฟิน (10เฟิน=1หยวน) ซึ่งทั้งทริปผมว่าเขาน่าจะโดนหลอกฟันไปหลายอยู่
มีคำถามหนึ่ง ที่ผมถามฝรั่งหนุ่มสาวสองคนว่า "ถ้าเที่ยวจบทริปแล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป" เขาตอบผมเรียบๆ ว่า "กลับบ้าน เริ่มสมัครงานใหม่เพื่อเก็บเงิน แล้วก็ลาออกมาเที่ยวอีก" ตอนนั้นผมตกใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้ของฝรั่ง และอีกนัยหนึ่งก็อิจฉาที่เขาสามารถทำได้แบบนั้น, แต่ ณ ขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ ผมกลับรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งผมกล้าออกไปลุยโลกกว้างโดยไม่ลังเล




















