TrAveL

ดองไว้ตั้งแต่ตอนล่าสุด #6 แชงกรีลา (Shangri-La) ภาค ถึงแล้ว แชงกรีลา ในฝัน เขียนเมื่อ 18 กันยายน 2010 เกือบจะ 1 ปีเลยทีเดียว ฮ่าๆ (พูดไป บิดตัว แอบเขิล)
 
สวยแต่เหนื่อย!
 
หลังจากหลับไหลแบบหลับๆตื่นๆ เพราะฮีตเตอร์พัง เราตื่นกันมาตอนตี 5 เพื่อออกเดินทางไปอุทยานแห่งชาติผู่ต๋าช่อ (Pudacuo National Park) ซึ่งระหว่างทาง รถบัสพาจอดแวะสถานที่ขายของแห่งหนึ่ง มีออกซิเจนกระป๋อง ถุงมือ ยาแก้แพ้ความสูง เสื้อกันหนาวให้เช่า
 
อุทยานแห่งชาติผู่ต๋าช่อ (Pudacuo National Park)
 
ไกด์บอกว่าอุทยานหนาวและสูง (~4000เมตร) ควรเตรียมความพร้อมไว้ให้มาก ออกซิเจนอย่างน้อยคนละ 2-3 กระป๋อง. ผมเห็นคนจีนกรูกันเข้าไปจับจ่ายออกซิเจนและเช่าชุดกันหนาว ส่วนพวกเราคนไทย ก็ลังเลๆ เพราะคิดว่าที่กรูใส่มาเนี่ย จัดเต็ม หนาเตอะ! แต่ออกซิเจนไม่พอ ก็เลยต้องไปต่อคิวซื้อกับเขาด้วย ซึ่งที่นี่ขายแพงมากครับ กระป๋องละ 55หยวน (275บาท) ถ้าซื้อจากตลาดเก่าลี่เจียง จะกระป๋องละ 25หยวน เอง
 
 
พอเดินทางมาถึงอุทยาน ลงจากรถปุ๊บ โอเค ตรูเชื่อละ หนาวจริง! แต่ความกดอากาศไม่น้อยเท่าตอนอยู่บนภูเขาหิมะมังกรหยก พอหายใจหายคอได้ จะเตรียมก็พวกถุงมือ หมวก เสื้อ มีเท่าไร จัดให้ครบ ทั้งหนาว ทั้งลมครับที่นี่ พูดเป็นควันตลอด
 
ที่นี่เราจะต้องลงมาเดินผ่านประตูและนับจำนวน (ซึ่งก็เจอที่แรกที่มากับทัวร์แล้วต้องลงมาตรวจคน) พอเสร็จแล้ว รถจะพาเราเข้าไปในอุทยาน ระหว่างสองข้างทาง ช่วงฤดูที่ผมไป จะค่อนข้างเกือบแห้งแล้ง ตรงจุดที่เขาบอกว่าเคยมีน้ำก็กลายเป็นทุ่งหญ้า
 
สามสาวจีนแปลจากไกด์ให้ฟังว่า มีให้เราเลือกว่าจะนั่งรถวนกลับหรือเดินกลับ โดยถ้าเดินกลับ จะเป็นระยะทาง 4.2กิโลฯ และเดินเล่นไม่นานเกิน 3 ชั่วโมง (12.00) ฟังเงื่อนไขแล้วเบบี้มาก ซึ่งพวกเธอบอกเราว่าจะเดินกลับ แล้วก็แน่นอนครับ ชาติไทยไม่แพ้ใครในโลก เราเลือกเดินกลับกับพวกเธอ 
 
 
รถพาเรามาปล่อยไว้ที่แห่งหนึ่ง จัดแจงเข้าห้องน้ำ แล้วก็เริ่มออกเดินทาง เวลานั้นก็ประมาณ 9 โมง แดดเริ่มออกพอให้อุ่นบ้างแล้ว ทางอุทยานทำทางเดินให้ได้เดินได้สะดวก เลาะริมทะเลสาบไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ได้เสพวิวข้างทาง สวยมากเลยครับ ทะเลสาบ ภูเขา ก้อนเมฆ และสาวจีน สวรรค์ดั่งคำร่ำลือ ฮ่าๆ
 
ที่นี่ถูกขนานนามว่าไข่มุกเม็ดงามแห่งที่ราบสูง โดยจะมีพวกพืชและ ต้นไม้หลายสายพันธุ์มาก ไอ้เราก็ดูไม่ค่อยเป็นรู้แต่ว่าเจอแต่ต้นไม้แปลกๆ เพราะเป็นต้นของพวกเมืองหนาว โดยเราแทบจะไม่พบในเมืองไทย และระหว่างเดิน จะมีกระรอก (หรือกระแตไม่แน่ใจ) คอยวิ่งเล่นด้วยเป็นระยะๆ 
 
 
เดินไป ถ่ายรูปไป รู้สึกเหนื่อยพอสมควรครับ ถึงความกดอากาศไม่ต่ำมาก แต่ผมก็ไม่ชิน ต้องคอยพ่นออกซิเจนและดื่มน้ำบ่อยๆ เร่งฝีเท้ามากไม่ได้ เวลาขึ้นบันไดต้องค่อยๆขึ้นและหายใจเข้าออกยาวๆ ผิดกับสาวๆ โดยเฉพาะสามสาวจีน ร่าเริง ตื่นเต้น สนุกสนานมาก โดยเฉพาะเชลซี แทบไม่พ่นออกซิเจนเลย แถมเธอยังให้ผมมาพ่นด้วย เพราะออกซิเจนผมหมดทั้ง 2 ขวด T-T
 
 
 
 
 
 
 
ช่วง 2 กิโลฯ สุดท้าย มีขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เล่นผมหอบเลยทีเดียว และก่อนจะถึงรถบัส ก็ยังมาเจอบันไดอีกยาวๆ ร่วม 50 ขั้นได้ พวกผู้ชายทำใจเฮือกสุดท้ายค่อยๆก้าวขึ้นไป ส่วนสาวๆ โดยเฉพาะสามสาวจีนเธอถึงก่อน ตามด้วยสาวไทย เธอบอกว่าพวกเธอเป้น winner เราเป็น loser แถมถูกถ่ายรูปเก็บไว้อีกต่างหาก T-T
 
ลาก่อนแชงกรีลา
 
ร้านขายเครื่องปรุงยาแผนจีน และธิเบต
 
 
ช่วงเที่ยง แดดแรงและอากาศเริ่มร้อน รถบัสพาเราไปแวะร้านขายยาแผนทิเบต ซึ่งข้างนอกเป็นบ้านทรงทิเบตทำจากไม้ ดูเก่า ขลังๆ แต่ข้างในดูดีเป็นระเบียบเหมือนซุปเปอร์มาเก็ต มีซุ้มกระจกซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องปรุงยาสารพัด ตั้งแต่ กบ ตะขาบ งูเล็ก เครื่องใน งูใหญ่ ตุ๊กแก กระดูก ปลาดาว ม้าน้ำ อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในพิพิธพันธ์สัตว์ป่า ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติของคนจีนและคงเห็นเป็นของมีค่ามากด้วยครับ กุลีกุจอซื้อกันคนละหลายห่อ รวมถึงสาวสวยชาวจีนของเราอย่างเชลซี เธอซื้อกบไปหลายห่อ บอกว่าไว้บำรุงความงาม ไอ้พี่ไทยแบบเราได้แต่มองแล้วก็พยักหน้าเงิบๆ ตามสบายชี
 
ใครสนใจอยากลองยาจีน ยาธิเบตไหม
 
ซื้อยาเสร็จสรรพ พาเราไปกินข้าวเที่ยง ผัก มัน เหมือนเดิม แต่ยังคงเอร็ดอร่อย มะเขือเทศและมันฝรั่ง ก่อนเดินทางกลับลี่เจียง ไกด์ให้รถบัสจอดแวะธนาคารเพื่อให้เราแลกเงิน (ตั้งแต่ขามา เราขอให้คนติดต่อทัวร์บอกไกด์ว่าเรามีเงินหยวนไม่พอ ต้องแลกดอลล์ล่าเพิ่ม และถ้ากลับไปลี่เจียงธนาคารจะปิดก่อน จึงต้องแลกก่อนกลับ) ปรากฏว่าธนาคารแห่งแรกปิด แกเลยให้รถบัสจอดรอข้างทาง แล้วพาผมนั่ง taxi ไปธนาคารอีกแห่ง แลกเสร็จสรรพ แกโทรสั่งรถบัสมารับที่ธนาคาร ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ ผมแอบกำเงินให้ 100 หยวน บอกเจ๊แกว่า "taxi taxi" เจ๊แกก็โบกไม้โบกมื้อปฏิเสธิ พูดภาษาจีนอะไรไม่รู้ แกพาผมมาส่งขึ้นรถ แล้วโบกมือลา (เจ๊แกเป็นคนท้องถิ่นที่นั่น)
 
และก่อนลา เจ๊แกพูดกับผมว่า "สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ" เล่นทำเอาผมแปลกใจและประทับใจมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าแกไปหัดมาจากไหน ได้อย่างไร แถมช่วยเหลือเราคนไทยให้ไปแลกเงินอีกด้วย ซึ้งใจมากๆ (น่าจะครั้งที่ 3 4 5 แล้วหรือเปล่า ที่ผมซึ้งใจกับคนจีน และทัศนคติคนจีนเปลี่ยนไป)
 
ระหว่างขากลับ ผมรู้สึกวิวสองข้างทางไม่เหมือนเดิมกับขามา สวยแปลกตา มีอะไรให้ดูอยู่เสมอๆ เพลงบนรถบัสภาษาธิเบตผสมจีนกลางบรรเลงได้เพราะมาก แล้วผมก็คล้อยกลับไป รู้สึกตัวอีกทีคือใกล้เข้าตัวเมืองลี่เจียง 
 
ระหว่างทางกลับจากแชงกรีลา มา ลี่เจียง
 
พวกเราร่ำลาและขอบคุณสามสาวจีน เชลซี โซฟี และคิตตี้ ที่คอยดูแลและแปลภาษาให้เราตลอดการเดินทาง  ซึ้งใจมากครับ ทั้งน่ารักและนิสัยดีแบบนี้ ก็จัดแจงแลก email, msn, facebook กัน เชลซีฝากบอกเราว่าถ้ามาไทยต้องพาเธอเที่ยวด้วย ถึงตอนนั้นพวกผู้ชายคงแทบจะต่อยแย่งกันพาเที่ยวเลยทีเดียว เธอจับมือพวกอำลาแล้วก็เดินลงจากรถไป ส่วนสาวไทยมีแอบไปแลกเบอร์หนุ่มจีนมาได้อีก โอ้ว ช่างไวไฟจริงๆ
 
รถพาเรากลับมาลงที่เมืองเก่าลี่เจียง เราเดินกลับไป Dongba Inn ที่พักของเรา เพื่อไปชำระเงินค่าเที่ยวแชงกรีลา รวมไปถึงค่ารถนอนจากลี่เจียงไปคุนหมิง
 
จากประสบการณ์รถนอนที่ผ่านมา ตอนจอง พวกเราจึงมีเงื่อนไขว่า ขอรถนอนที่แพงที่สุด ใหญ่ที่สุด และไม่มีคนสูบบุหรี่ เราจึงได้รถนอนของ The Yunnan Express ซึ่งเจ๊เจ้าของบ้านที่จองรถให้ บอกกับเราว่า เป็นบริษัทรถที่ดีที่สุดในยูนนาน และจะแพงกว่ารถทั่วไป 20 หยวน เป็น 187 หยวน (935 บาท) ซึ่งพอไปถึง รถคันใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย ดูสะอาดดี เตียงแคบเท่าเดิม พอดีตัวผม และขายืดสุดไม่ได้ ไม่มีกระโถนไว้อ้วก ไม่มีคนสูบบุหรี่ และมีฝรั่ง!
 
 The Yunnan Express แพงอีก 20 หยวน แต่ใช้ได้เลยจ้ะ
 
เราต้องอยู่บนรถนอนจากลี่เจียงไปคุนหมิง 10 ชม. (เริ่มออก 20.30) คืนนั้นผมยังไม่ชินกับการนอนบนรถเหมือนเดิม จึงขอยานอนหลับจากเนสไป 1 เม็ด  และก็โชคดีที่มี TV ให้ดู เป็นหนังจีนฮ่องกง เรื่อง Teppanyaki ผมก็ฟังไม่ออกหรอก ดูแต่ภาพ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ขำไปกับมันด้วยเหมือนกัน พอหนังจบ ก็ต้องข่มตาหลับตามเดิม
 
ฮัลโหล คุนหมิง
 
พวกเราถึงคุนหมิงตอน ตี 5 อย่างแรกที่ทำคือหารถไปซื้อตั๋วไปเหอโข่ว (ชายแดนจีน-เวียดนาม) รอบกลางคืน รอไว้ ซึ่งสถานีรถที่จีนแทบทุกเมืองจะไม่เหมือนไทย คือ มีสถานีรถไกล กับ สถานีรถใกล้ และยิ่งเป็นคุนหมิง ผมยิ่ง งง ไปใหญ่ มันมีใกล้ ไกล ทิศเหนือ ใกล้ ไกล ทิศใต้ เก่า ใหม่ วุ้ย สารพัด เอาเป็นว่านั่งเปิดหนังสือกันจ้าละหวั่น
 
แถวสถานีรถคุนหมิง จะมีรถตู้เล็กมารอรับเพรียบ ซึ่งก็แน่นอน ย่อมต้องเลือกเป็นธรรมดา แต่เราตัวเลือกไม่มากนัก ใช้วิธีชี้หนังสือถามว่าจะไปที่นี่ ถ้าเขารู้เราก็เลือก แล้วก็ถูกคันซะด้วยสิครับ เพราะนอกจากมันจะโก่งราคาเราจาก 60หยวน (300บาท) เป็น 80หยวน (400บาท) แล้ว แม่งยังพากรูไปผิดสถานีอีกต่างหาก โชคดีมีพนักงานพูดอังกฤษได้ จึงคุยกันเข้าใจและเขาโบกรถตู้อีกคันให้ไปส่ง, เสียไปอีก 30หยวน (150)
 
เจ๊คนขับก็ดูมนุษย์สัมพันธ์ดี อารมณ์ดี ยิ้ม หัวเราะตลอด และพยายามคุยกับเรา อังกฤษคำ จีนคำ ซึ่งเขาบอกว่า นึกว่าเราเป็นพวกเกาหลีญี่ปุ่น เพราะเขาคิดว่าคนไทยเป็นพวกคนใต้ น่าจะตัวดำกว่านี้ ;P
 
เจ๊คนขับพามาส่งท่ารถ พวกเราจองตั๋วเรียบร้อย รอบ 19.30 ซึ่งเป็นไปตามแผน โดยเราจะอยู่เที่ยวคุนหมิงตอนกลางวัน และนั่งรถต่อตอนกลางคืนเพราะจากคุนหมิงไปเหอโข่ว (ชายแดนจีน-เวียดนาม) จะใช้เวลาอีก 10 ชั่วโมง ซึ่งถ้าไปต่อเลย จะเสียเวลาตอนกลางวันฟรีๆ พอไปถึงตอนเย็น ก็เสี่ยงด่านปิด และโรงแรมแถมชายแดน ก็น่าจะดูไม่สบายนัก
 
คุณหมิงยามเช้า
 
หนึ่งในของฝากเพื่อนๆในไทย
 
คราวนี้อาศัยหนังสือไทย ว่าเขานอนใกล้ๆท่ารถ และดีๆหน่อยมีโรงแรมไหนบ้าง ก็ได้เป้าหมายที่นี่ครับ Kun Hu Hotel (ใกล้ๆ สี่แยก ถนน Beijing Lu ตัดกับ ถนน Hangnan Lu) โดยถ้าห้อง 1 เตียง ปกติคืนละ 160หยวน (800บาท) แต่เราบอกว่าจะอยู่ถึงแค่ 18.00น เขาจึงให้ราคาเดิมแต่ห้อง 2 เตียงแทน เราจึงขอเป็น 2 ห้อง. สภาพห้องดูดี อะไรดีหมด เสียสองอย่าง อย่างแรกเป็น ห้องน้ำรวม แยกหญิงชาย อย่างสอง ห้องอาบน้ำชาย แม่งน้ำร้อนยังไม่ถึงเวลาใช้ (ทั้งๆที่บอกกรูว่าใช้ได้ 24 ชม.) แต่ก็แอบแปลกว่า อ่างล้างหน้าใช้น้ำร้อนได้
 
จัดแจงทำอะไรเสร็จ เราก็ออกมาเดินเล่นตามแผนที่ ซึ่งโชคดีว่าแถวโรงแรมมีธนาคาร Bank of China  ซึ่งเป็นโอกาสอันดีครับ เป็นธนาคารแห่งชาติจีน เราสามารถเงินบาทที่นี่ได้ และอัตราไม่โดนโกงด้วย ดังนั้นอย่าช้าถ้าพบเจอ
 
ฝากท้องมือเที่ยงไว้ที่ห้าง Kunming Shalom Plaza ที่ขายแต่เสื้อผ้าบนถนน Hangnan Lu
ใกล้ๆ กับโรงแรมที่เราพัก
 
เดินตามถนน Hangnan Lu ไปเรื่อยๆ จะเจอห้าง Kunming Shalom Plaza ที่ขายแต่เสื้อผ้า ซึ่งดูจากราคา ผมว่าไม่ต่างจากไทย ก็ได้แต่เดินมองๆ แล้วแวะกินข้าวแถวนั้น แล้วข้ามสะพานไปเจอป้ายถนน Hun Jing Lu ซึ่งตรงนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเส้นเดียวกับใน Lonely Planet ทำรูปไว้ แต่เขียนชื่อในนั้นว่า Qing Nian Lu ดังนั้นหากใครถือ Lonely Planet ก่อนหน้า 11th Edition (เล่มที่ผมถือคือ 11 update ล่าสุด ณ เวลานั้น) ไม่ต้อง งง นะครับ
 
ระหว่างเดินจากโรงแรมไปย่านการค้าของคุนหมิง
 
ถ้าเดินตามถนน Xun Jing Lu (มีคลองเรียบข้างๆ) ไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ มันจะเริ่มเข้าสู่ย่านการค้าอย่างเห็นได้ชัด รถราร้านค้าเริ่มเยอะ จนมาถึง Jinbi Lu ผมก็พบร้านขายของและห้าง เดินตามแผนที่ไปจนถึงห้าง Carrefour มันจะไม่เหมือน market แบบบ้านเราครับ ที่นี่จะเป็นตึกใหญ่มาก เหมือนเซ็นทรัล และระแวกนั้นอารมณ์คล้าย Siam Square  มีลานกว้างให้คนเดิน รายล้อมด้วยตึกใหญ่โต โรงหนัง ร้านขาย CD ร้านหนังสือ โรงเรียน เดาว่าที่นี่คงเป็น Down Town ของคุนหมิง (เท่าที่รู้มา ห้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใหญ่จีนจะเป็นพวกเครือ Carrefour นั่นเอง)
 
 
shopping center ของคุนหมิง คล้ายๆ สยามบ้านเรา
 
ผมแวะเข้าร้านหนังสือแถวนั้น ซื้อแผนที่ยูนนานกับแผ่น CD หนังจีน และเพลงทิเบตมาเป็นที่ระลึก
 
ขากลับ เรานั่ง taxi กลับไปโรงแรม เสียไป 10หยวน แต่ที่คุนหมิง มีกฏหมายว่าจะเสียเพิ่มอีก 1 หยวน ค่าปล่อยควันพิษ โชคดีที่ผมอ่านเจอที่ป้ายภาษาอังกฤษในรถ ไม่เช่นนั้นคงมี "งง"
 
หาอะไรกินก่อนออกเดินทางต่อไปเวียดนาม
(สังเกตุขวดน้ำ (ยี่ห้อ Wahaha น่าจะดังมากในจีน เพราะมีขายทั่วไป) แต่ว่ามันบรรจุน้ำไม่เท่ากัน! )
 
กลับถึงโรงแรม กินมาม่า จัดแจงบิ๊วให้ขี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทรมานส้วมกลางทาง แล้วก็รีบลงมา Checkout ก่อน 18.00น. เสร็จสรรพ โบก taxi ไปสถานี ซึ่งจริงๆมันห่างกันแค่เกือบกิโลฯ แต่ขี้เกียจแล้วหละครับ แหะๆ
 
รถนอนจากคุนหมิงไปเหอโข่ว ถูกมากครับ 123หยวน เพราะไม่มีแอร์ เป็นรถพัดลม ซึ่งเปิดหน้าต่างนอนก็เย็นสบายได้อยู่ มีขอทานมาก่อกวนเล็กน้อยก่อนรถออก พอไม่ให้เงิน มันก็ทำท่าจะมาขอกระเป๋าเราเสียอย่างนั้น เราก็ไม่ให้ จนคนขับรถมาไล่ แล้วเขาก็มาเก็บเงินพวกเรา ฝรั่ง และคนจีนบางคนเพิ่มอีกคนละ 10หยวน เขาบอกว่าเป็นค่าทางด่วน ซึ่งผมก็ งงๆ เหมือนกัน แต่ก็ยอมจ่ายไป
 
รถวิ่งออกไปสักพัก รถบัสกลับอ้อมทางด่วนแล้วไปอีกเส้นหนึ่ง ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร สักพักรถก็จอดติดอยู่พักใหญ่ๆ เกือบ 2 ชั่วโมง จนคนขับตัดสินใจ วกรถกลับ แล้วไปขึ้นทางด่วนเหมือนเดิม ดี สมน้ำหน้ามัน แล้วก็สมน้ำหน้าตรูด้วย T-T เสียเวลาเลย
 
แม้งวดนี้จะดู low low หน่อย แต่คนในรถไม่มีอ้วก ไม่มีสูบบุหรี่ครับ มีแต่คุยนอนคุยกันบ้าง คุยโทรศัพท์บ้าง คุยกันแม่งทั้งคืน กว่าผมจะเคลิ้มหลับได้ น่าจะเกือบเที่ยงคืน
 
ไม่รู้ว่าเวลาไหน ผมตื่นขึ้นมาพบว่ารถจอดอยู่ และมีทหารเดินขึ้นมาสองสามคน ขอ Passport พวกเราและฝรั่งไป ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนจีนคนอื่นโดนไหม แต่ก็ให้ไป แล้วตอนที่ผมเดินไปเข้าห้องน้ำรอรถออก เห็นทหารกำลังลอกข้อมูลอะไรบางอย่างใน Passport ไปด้วย แอบหวั่นๆ ว่าไปทำอะไรเนี่ยไม่ดีหรือเปล่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ T-T สักพักเขาก็เอามาคืนให้บนรถ แล้วรถก็ออกตามปกติ
 
บนรถเราได้รู้จักฝรั่งคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน เขากำลังไปซาปา เขาทำงานเก็บเงินก้อนใหญ่ได้ก้อนหนึ่งจึงลาออกมาแบกเป้เที่ยวจีน 2 เดือน โดยเริ่มจากอยู่ที่ฮ่องกง 2 อาทิตย์ ไป คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง แล้ววกกลับมาคุนหมิง ซาปา แล้วจะไปจบที่ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ ชีวิตเขาดูน่าสนุกดี แต่จากที่สังเกตุตอนเข้าห้องน้ำ ผมเห็นคนจีนเรียกเก็บค่าห้องน้ำไป 3 หยวน (15บาท) แต่ถ้าคนรู้หรือพอจำอักษรได้แบบเรา จะรู้ว่าต้องจ่ายแค่ 3 เฟิน (10เฟิน=1หยวน) ซึ่งทั้งทริปผมว่าเขาน่าจะโดนหลอกฟันไปหลายอยู่
 
มีคำถามหนึ่ง ที่ผมถามฝรั่งหนุ่มสาวสองคนว่า "ถ้าเที่ยวจบทริปแล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป" เขาตอบผมเรียบๆ ว่า "กลับบ้าน เริ่มสมัครงานใหม่เพื่อเก็บเงิน แล้วก็ลาออกมาเที่ยวอีก" ตอนนั้นผมตกใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้ของฝรั่ง และอีกนัยหนึ่งก็อิจฉาที่เขาสามารถทำได้แบบนั้น, แต่ ณ ขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ ผมกลับรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งผมกล้าออกไปลุยโลกกว้างโดยไม่ลังเล
#3 ลาว (Laos) - แอ่วหลวงพระบาง เราเที่ยวหลวงพระบางกันไปแล้ว ในตอนนี้ผมต้องอำลาหลวงพระบางเพื่อไปวังเวียง และเตรียมกลับประเทศไทย
 
หลวงพระบาง สู่วังเวียง
 
ก่อนจะอำลาหลวงพระบาง ผมนัดกับจิ๊บเพื่อตื่นเช้าไปขึ้นพระธาตุภูศรี เพื่อชมวิวเมืองหลวงพระบาง ซึ่งพระธาตุนี้จะอยู่บนยอดเนินเขากลางเมืองหลวงพระบางพอดี หากต้องการจะขึ้นไป ก็มีบันไดให้ปีนขึ้นไป ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับพิพิธพันธ์หลวงพระบาง (หากเป็นตอนกลางคืน จะอยู่ตรงตลาดมืดนั่นเอง)
 
บันไดที่ขึ้นไปยอดพระธาตุ ก็นิดหน่อยครับ 320 ขั้นเท่านั้นเอง (เล่นผมหอบเลย) ค่าเข้า 20000 กีบ (~80 บาท) ซึ่งเจ้าของเกสเฮ้าส์ผมบอกทริกว่าถ้ามาก่อน 7 โมงเช้า จะได้ขึ้นฟรี เพราะคนเก็บเงินยังไม่มาทำงาน เราก็สามารถเดินเข้าได้เลย
 
วิวเมืองเก่าหลวงพระบาง และแม่น้ำโขงยามเช้า
 
ตอนเช้าๆอากาศดีมาก บรรยากาศทางขึ้นจะเต็มไปด้วยต้นไม้ มีทั้งคนลาว คนฝรั่งตื่นเช้าวิ่งขึ้นลงเขาพระธาตุกันตลอดเวลา บนยอดพระธาตุอากาศสดชื่นมากครับ เราสามารถชมวิวได้รอบหลวงพระบางเลยทีเดียว ทั้งเขตอนุรักษ์และเมืองใหม่ รวมไปถึงแม่น้ำโขง แม่น้ำซอง ซึ่งคุ้มค่ามาก รู้สึกดีที่ไม่พลาด
 
 
ขาลงจากพระธาตุ จะมีโบสถ์เก่าๆ สร้างจากไม้ทั้งหลัง ภายนอกดูโทรม ด้านหน้าหลังคามีแกะสลักช้างสามเศียร ซึ่งแปลกจากโบสถ์อื่นในลาวอีกเช่นกัน จนผมแอบคิดในใจว่าต้องเกี่ยวอะไรกับไทย พอเดินเข้าไปจะพบภาพวาดฝาผนังลงสีสวยงามแบบเดียวกับที่เราเห็นในวัดพระแก้ว ยิ่งทำผมแปลกใจมาก
 
โบสถ์เก่าเชิงเขาพระธาตุภูสี
 
แต่แล้วก็มาพบคำตอบหลังจากก้มลงกราบพระพุทธรูป ตรงบาตรที่รับบริจาคเงินบูรณะโบสถ์ ได้มีข้อความเล็กๆบอกว่า โบสถ์นี้กษัตริย์รัชกาลที่ 5 ของไทย เป็นผู้สร้าง ดังนั้น ช้าง ศิลปะ พระพุทธรูป เป็นศิลปะแบบไทยที่เราคุ้นเคยนี่เอง
 
ภายในโบสถ์ คล้ายกับวัดไทย มีภาพวาดฝาผนัง ซึ่งไม่เหมือนกับวัดอื่นๆที่ผมไปมาในหลวงพระบาง
 
ใครแวะไปก็เชิญบริจาคนะครับ
 
เรามีเวลาเดินไม่นานนักก็ต้องรีบกลับไปที่เกสเฮ้าเพื่ออาบน้ำเก็บของ พอถึงเวลา 10 โมงเช้า รถตู้ที่เราจองเพื่อเดินทางไปวังเวียงก็มาถึง เพื่อพาเราไปขึ้นรถตู้อีกคันที่ท่ารถตู้ของหลวงพระบาง
 
หลังจากลงพระธาตุ แวะกินข้าวเปียก (ข้าวต้ม) อร่อยดีครับ อยู่ข้างกำแพงวัง
 
การเดินทางจากหลวงพระบางไปวังเวียง ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง จะลัดเลาะเขาขุนเขาน้อยใหญ่ วิวสวยมาก แต่แทบตลอดการเดินทาง ถนนไม่ค่อยดีนัก ขรุขระเป็นหลุมเป็นต่อและโค้งแบบ 90 องศา ซ้ายที ขวาที บางทีก็ตีวงกลับ 180 องศา เล่นทำผมนอนไม่ได้เลย เพราะตัวจะโคลงเคลงเอียงซ้ายขวา ไหลไปตามทิศทางการเลี้ยวตลอดเวลา ขนาดว่ากินยาแก้เมารถเพื่อให้หลับ ยังเอาไม่อยู่
 
พวกเราถึงวังเวียง 4 โมงเย็น เราจ้างให้รถที่พามาขับไปวนหาที่พักให้เราด้วย โดยจ้างเพิ่มไป 10,000 กีบ (~40บาท) เขาพาเราตะลอนไปทั่วเมืองเลย จนไปถึงเนินเล็กๆ มีที่พักอยู่แห่งหนึ่งซึ่งต้องขออภัยว่าผมจำชื่อไม่ได้จริงๆ เขามีห้องขนาดใหญ่นอนได้ 5 คนพอดี โดยคิดเราอยู่ที่ 800 บาทต่อคืน ได้ยินพวกผมก็ตาลุกวาวขอดูห้องทันที ซึ่งห้องจะอยู่ใต้ดินของร้านอาหารพอเดินลงมาสองชั้น ผมพบว่าวิวมันสุดยอดมากๆเลยครับ อยู่ตรงหัวโค้งแม่น้ำพอดี ฉากหลังมีภูเขา สวยงามมากๆ ซึ่งกอปรกับสภาพห้องไม่ขี้เหล่ มีแอร์ น้ำอุ่น ครบ เตียงมีให้ 3 เตียงโดยสาวๆจะนอนสองคนต่อเตียง ส่วนผมแยกออกมาอีกเตียง ถือว่าโอเค ก็ตกลงเช่าห้อง 1 คืน และเจ้าของก็ใจดีครับ ให้เราอยู่ก่อน จ่ายที่หลังได้ด้วย
 
จัดแจงเก็บของทำอะไรเสร็จ ก็ออกไปหาอะไรกิน เราเลือกร้านอาหารติดริมน้ำ มันอยู่ปลายเกาะกลางน้ำพอดี วิวสวยมากครับ สามารถดูพระอาทิตย์ตกดินได้ อาหารก็อร่อย แต่แบบว่ามื้อนี้จบแพงมากที่ 450,000 กีบ (~1,800บาท)
 
คลิปทำโรตี ยืนคุยกับแม่ค้าอยู่นาน จริงๆก่อนหน้านี้คุยสนุกดีครับ แต่ผมไม่ได้อัด แกสอนพูดภาษาลาวด้วยนะ
 
เดินกลับมาที่บ้านพัก เพื่ออาบน้ำและติดต่อรถไปเวียงจันทร์ เราเลือกที่จะเหมารถตู้คันเดิมที่มาส่งเราจากหลวงพระบาง (ตอนคุยตกลงกันเขาคิด 1,500บาท) เขาให้เราโทรไปถาม ซึ่งเจ้าของบ้านก็ใจดีอีกเช่นเคย ให้ผมยืมโทรศัพท์มือถือโทรไปหาเขา ปรากฏว่าเขาไม่ว่างแต่จะติดต่อเพื่อนให้ 
 
ระหว่างนั่งรอโทรศัพท์จากคนขับรถ ผมก็มีโอกาสนั่งดูทีวีกับเจ้าของบ้าน ซึ่งเช่นเดิมครับ เขาก็รับชมทีวีจากทางฝั่งไทย ไม่ว่าจะ 3 5 7 9 tpbs nbt พอตัดจากข่าวเข้าโฆษณา ผมเลยถามเขาว่า ถ้าเขาอยากซื้อสินค้าในทีวีที่เพิ่งออกใหม่ เขาจะทำอย่างไร คำตอบที่ผมได้รับคือ เขาจะมีนายหน้าคนลาวหรือคนไทย ที่วิ่งรถไปซื้อของจากฝั่งไทย ความถี่ 1-2วัน/ครั้ง โดยเขาจะคิดค่าสั่ง 5-20 บาทต่อชิ้น(หรือต่อครั้ง)หรือแล้วแต่ตกลงความความสนิทชิดเชื้อ บางทีก็ซื้อได้เลยที่หนองคาย แต่บางทีของหายากมากๆ อาจจะต้องลงมาถึงอุดรธานีหรือขอนแก่นเลยทีเดียว ถือเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างทำเงินเป็นกอบเป็นกำแก่นายหน้าจัดหาสินค้ามากๆ ผมเลยไม่แปลกใจว่าทำไมที่ลาวมีของไทยขายทุกอย่าง ทุกยี่ห้อ และทุกเมือง เพราะมันหาซื้อง่ายนี่เอง
 
เจ้าของบ้านชาวลาว บอกว่า เขาเคยไปด้วยตนเองแค่ถึงอุดรฯ ไปเพื่อซื้อของ เสร็จก็กลับ ไม่ได้เที่ยว ถ้ามีโอกาสเขาก็อยากไปเที่ยวกรุงเทพฯ เช่นกัน
 
โทรศัพท์จากคนขับรถดังขึ้น ปรากฏว่าเพื่อนเขาก็ไม่ว่างเช่นกัน ผมกับเพื่อนจึงต้องออกไปหารถทัวร์แทน เราก็ไปลงมั่วๆสักร้านหนึ่ง เป้นร้านเล็กๆ มีป้ายแปะระยะทาง เวลา และราคาของสถานที่อยู่ โดยที่น่าตกใจคือ มีรถวิ่งจากวังเวียง หรือเวียงจันทร์ไปไกลถึงภูเก็ตเลยทีเดียว ใช้วเลา 48 ชั่วโมง ค่ารถไม่ถึง 2,000 บาท
 
ส่วนค่ารถจากวังเวียงกลับเวียงจันทร์ ตกคนละ 70,000 กีบ (~280 บาท)
 
เมื่อหาทางกลับบ้านได้แล้ว เราก็ไปท่องราตรีกันต่อ ซึ่งวังเวียงฝั่งที่เราอยู่จะเป็นเมือง มีที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวมักเป็นร้านอาหาร แต่ฝั่งตรงข้ามที่เป็นเกาะกลาง จะมีเทคฝรั่งกลางแจ้ง ประมาณ 5-6 ร้านให้เลือก เราเลือกที่จะนั่งร้านโจ๊กเกอร์บาร์ (Joker Bar) เนื่องด้วยขณะที่เราลังเล เจ้าของร้านเดินออกมาคุยและชักชวนเรา พร้อมเอาเหล้าเพียวๆมาให้ซดกันถึงที่ฟรีๆ แบบนี้ไม่ลองเข้าไปดูก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วหละครับ
 
ในร้านมีเวทีกลางแจ้ง หนุ่มกำยำกำลังโชว์การเล่นไฟอย่างคล่องแคล่ว สลับกับการเปิดเพลงเต้นซึ่งผมก็ถูกท้าทายให้ขึ้นไป ก็เลยลองไปเต้นสักหน่อย มืดๆ สนุกดี เลยหน้าด้านขึ้นไปเสียอย่างนั้น. สนุกกันจนเที่ยงคืนก็กลับห้องนอน
 
 
 
วันสุดท้ายที่ลาว
 
วันนี้ผมตื่นเช้ามาพร้อมกับเสพบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นที่วังเวียง มันสุดยอดจริงๆครับ อากาศหนาว ลมเย็นๆ สูดธรรมชาติได้เต็มปอดจริงๆ แถมวิวสวยสุดยอด
 
วิวหน้าที่พักเรา เมื่อมองตรงไป แม่น้ำข้างหน้าคือแม่น้ำซอง
 
วิวหน้าที่พักเรา เมื่อมองเข้าไปทางในเมืองวังเวียง ขวามือเป็นเกาะกลางน้ำครับ มีบ้านพักและสถานบันเทิง
 
 
วันนี้เรามีนัดให้รถสองแถวพาเราไปเที่ยวถ้ำจัง ซึ่งถือเป็นถ้ำที่สวยที่สุดในวังเวียง แต่ก่อนอื่น ก็หาอะไรลงท้องเสียก่อน
 
ร้านนี้ชื่อร้านจำปาลาว อยู่ติดกับที่พักเรานี่เอง เจ้าของเป็นคนไทยที่ย้ายมาอยู่ลาวครับ ขายทั้งอาหารไทย ฝรั่ง ลาว กาแฟ ชา ถ้านั่งติดริมน้ำ ดื่มอะไรอุ่นๆ ชมวิว จะมีความสุขมาก ;D
 
ที่นั่งชมวิวจากร้านจำปาลาว
 
มื้อเช้าผมจัดโอวัลตินร้อน น้ำเปล่า และกระเพราหมูสับไป 23,000 กีบ (~90 บาท)
 
ทานจนเรียบร้อย รถที่นัดไว้ก็มารับพอดี มุ่งหน้าพาพวกเราไปสู่ถ้ำจัง ซึ่งทางเข้าถ้ำเหมือนจะอยู่ในสถานที่ของเอกชน จึงต้องเสียเงินเข้าประตูและข้ามสะพานด้วย แต่ทั้งหมดเราจ่ายรวมไปในค่าเช่ารถเรียบร้อยแล้ว คนละ 20,000 กีบ (~80 บาท)
 
ภายในถ้ำจัง
 
ในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยที่สะท้อนกับแสง สวยแปลกตาดี ดูใกล้ๆเหมือนเป็นหินปูนที่มีน้ำหยดใส่จนตกเป็นผลึก ซึ่งค่อนข้างสวย (ในไทยก็มีนะ) ความยาวของถ้ำไม่ลึกมากนะ มีจุดชมวิว ซึ่งมองเห็นมองและทิวเขาของวังเวียงได้หมด สวยเลยทีเดียวครับ
 
 
เราใช้เวลาเที่ยวถ้ำจังไม่มาก เนื่องจากจองรถทัวร์ไว้รอบ 13.00 ดังนั้นพอ 09.30 เราจึงต้องรีบออกไปเช่าห่วงยางลอยในแม่น้ำซองสักครั้ง
 
การลอยห่วงยางหรือพายเรือแคนนูในแม่น้ำซอง เป็นกิจกรรมของวังเวียงที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว ซึ่งเราเลือกที่จะลอยห่วงยาง โดยเราได้เช่าห่วงยางกันคนละ 1 ห่วง 55,000 กีบ (~220 บาท) และมีค่ามัดจำ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 100,000 กีบ (~400 บาท) ซึ่งค่อนข้างแพงพอสมควร
 
คนซ้ายสุดเป็นอาเฮียชาวญี่ปุ่น นั่งตุ๊กตุ๊กมาลอยห่วงยางรอบเดียวกับเราพอดี กอปรกับน้องจิ๊บเรียนที่ญี่ปุ่นมา คุยกันเข้าได้ง่าย ไปไหนไปกันเลยครับ (ภาพมัวนิดๆ เพราะลองถ่ายผ่านซองกันน้ำ)
 
 
เมื่อจองเสร็จ เขาจะมีรถตุ๊กตุ๊ก พาเราย้อนแม่น้ำไปประมาณ 3 กิโลฯ จากวังเวียง แล้วเราสะดวกจะหย่อนตูดแช่น้ำตรงไหน นานแค่ไหนก็แล้วแต่เรา แต่ต้องล่องไปคืนห่วงยางก่อน 18:00 (ถ้าเกินเวลาปรับ 20,000 กีบ)
 
ชอบมากกกกกก ชิลมากกกกกก
 
น้ำในแม่น้ำค่อนข้างเย็นมาก กอปรกับบรรยากาศหนาวนิดๆ ต้องทำใจอยู่สักครู่ก่อนจะแช่น้ำได้ โชคดีวันนั้นแดดแรงพอสมควร จึงลอยได้อย่างสบายๆ น้ำในแม่น้ำค่อนข้างไหลเอื่อยๆ จะมีบ้างตามแหล่งโขดหินที่จะไหลเร็ว และด้วยน้ำหนักตัวของผมมากหน่อย แรกๆเล่นเอาตูดผมทิ่มหินอยู่สามสี่รอบ
 
ซื้อซองกันน้ำมาใส่มือถือไว้เพื่อเก็บบรรยากาศนี้โดยเฉพาะ ;D
 
เป็นประสบการณ์ที่สนุกและคุ้มค่าจริงๆที่ได้ลอยห่วงยางครับ แต่เสียดาย มีเวลาจำกัดแค่ 3 ชม. เพื่อรีบไปให้ถึงตัวเมืองวังเวียงก่อน 12:30 เราจึงต้องรีบพายห่วงยางกันหลายช่วง และอาบน้ำแต่งตัวเตรียมรอรถมารับไปท่ารถอีกทีหนึ่ง
 
ก่อนรถมารับ จัดอาหารเที่ยงร้านจำปาลาวอีกรอบ คราวนี้ผมลองกินบั๊กเก็ต เป็นขนมปังที่นิยมมากในลาว หากินง่าย ราคาไม่แพง ซึ่งอร่อยดีครับ มีหลายไส้ให้เลือกตามที่ต้องการ
 
ขากลับจากวังเวียงมาเวียงจัน ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ตอนนั้นก็ประมาณ 18:30 แล้ว และรถพาพวกเราเข้ามาส่งกลางเมืองเวียงจัน ซึ่งตอนแรกเรามีแผนว่าจะนอนคืนหนึ่ง และวันรุ่งขึ้นเดินเที่ยวตอนเช้า กลับไทยตอนเที่ยง แต่หลังจากที่มองซ้ายมองขวา ดูบรรยากาศต่างๆแล้ว เราเลยสรุปกันว่าจะกลับไทยทันที
 
จากลาสาวๆที่ด่านสะพานมิตรภาพไทยลาว คราวหน้าเจอกันใหม่จ้าา ;D
 
สาวๆ จองตั๋วเครื่องบินไว้ที่อุดรฯ พวกเธอเลยจ้างรถพาไปส่งถึงโรงแรมที่สนามบินอุดรฯ ส่วนผมนั่งรถทัวร์ของชาวต่างชาติกลับกรุงเทพฯ (ผู้โดยสารทั้งคันมีผมเป็นคนไทยคนเดียว) เสียไป 800 บาท แต่มาส่งถึงซอยข้าวสารเลยทีเดียว (นั่งทั้งคืนตั้งแต่ 20:00-08:00)
 
วันที่ผมถึงห้องพัก รอยเมจิกเช่าห่วงยางยังติดอยู่ที่แขนผม เสื้อและกางเกงที่ลอยมาตามน้ำยังคงเปียก ภายในกระเป๋าเดินทางยังคงเต็มไปด้วยความเย็นจากลาว การลักลอบเข้าประเทศเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน และขอบตาผมมีรอยแว่นหลังจากนั่งเรือเร็ว
 
เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็ว แต่มันยังคงอยู่ในความทรงจำผมไปอีกนาน
 
ปล. จะมีสรุปการเดินทางและค่าใช้จ่ายอีก entry หนึ่งสำหรับคนต้องการเดินทางไปเที่ยวเส้นทางเดียวแบบผม เร็วๆนี้ ;D