Work

 

ได้อ่านแนวคิด การสร้างคนให้ยิ่งใหญ่ ของ คุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ ค่อนข้างชอบ เพราะมีหลายอย่างที่ผมก็บังเอิญคิดคล้ายท่าน เพราะจริงๆแล้วท่านค่อนข้างใช้วิธีบริหารในแบบฉบับโลกตะวันออก (ที่มีวัฒนธรรมแบบจีนเป็นตัวตั้ง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเองก็ชอบอยู่แล้ว หรือแม้แต่คนที่ท่านยกย่องหนึ่งในนั้นก็คือ ท่าน สี จิ้นผิง (ตอนนี้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน) ว่า “นี่คือผู้นำที่แท้จริง นิ่มนวล และฟังเหตุผล ฟังมากกว่าพูด”

และด้วยความที่บริหารแบบตะวันออก  คุณธนินท์ จึงค่อนข้างเน้นว่า การสร้างองค์กรธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ได้ สิ่งสำคัญมาจากคนทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเทคโนโลยีก็มาจากคน เงินก็มาจากคน ซึ่งท่านถือว่าคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ โดยท่านเองก็ไม่ได้เน้นเรื่องคนเก่งเป็นอันดับแรก แต่ท่านบอกว่าท่านจะเลือกคนที่มีสี่ประการคือ ขยัน อดทน มานะพยายามและซื่อสัตย์ เพราะถ้าคนมีสี่อย่างเหล่านี้ การจะสร้างความรู้ความสามารถให้เขา เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเย็นนัก

คนจะเก่งหรือไม่เก่ง ท่านค่อนข้างย้ำบ่อยมากว่า ”ในโลกนี้ไม่มีคนไหนและไม่มีใครจะเก่งไปตลอดกาล ถ้าวันนี้ผมพูดว่าคนนี้เก่งผมเชื่อว่าอย่างมากก็เก่งหนึ่งวัน เพราะพรุ่งนี้ก็อาจมีคนเก่งกว่าคนนี้ก็ได้ บางคนอาจจะภูมิใจว่าวันนี้ผมเก่งที่สุดแล้ว แต่อาจจะไม่เก่งไปตลอด สองวันอาจจะมีคนเก่งกว่า ถ้าเราภูมิใจว่าเราเก่งอยู่เรื่อยๆ เราก็อาจจะกลายเป็นคนโง่” แล้วท่านก็ได้เตือนว่าคนเก่งมักจะเชื่อว่าไม่มีใครสู้เขาได้ แล้วเขาก็จะไม่ไปรับฟังความคิดเห็นจากใคร  ไม่ต้องขวนขวายเรียนรู้ ซึ่งปกติแล้วคนเก่งจะไม่ยอมคบคนเก่งด้วยกัน และจะไม่ยอมรับฟังคนที่เก่งกว่าด้วย

ท่านมีวิธีมองอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างขัดแย้งกับทฤษฎีตะวันตกที่บอกว่าต้องเชื่อมันว่าเราทำได้ ต้องมั่นใจว่าเราเก่งพอ (เห็นได้ตามหนังสือจิตวิทยาหรือสร้างกำลังใจทั่วไป) ซึ่งวิธีของท่านคือเราต้องหาจุดด้อยของตัวเราเอง และหาจุดเด่นของคนอื่น โดยเฉพาะเจ้านายเราและลูกน้องเราเอง ถ้าเรารู้จุดเด่นของเจ้านายเรา เราจะเคารพนับถือเขาได้อย่างใจจริงและจะยอมเชื่อฟัง ส่วนถ้ารู้จุดเด่นของลูกน้องเรา เราก็จะเคารพเขา แล้วเขาก็จะเคารพเราตอบ เพราะมนุษย์ถ้าให้ความรัก ความเคารพไปก่อนก็จะส่งสิ่งนั้นกลับคืนมา ยิ่งถ้าเราเป็นคนยิ่งใหญ่กว่าเขา เขาจะยิ่งประทับใจยิ่งเคารพรักเราคืนมาก และยิ่งเรารู้จุดด้อยของตนเองเพิ่มขึ้น จะทำให้เรายิ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ขวนขวาย และเคารพผู้อื่นมากขึ้นไปอีก

ทุกวันนี้การทำงานไม่สามัคคีกันเพราะต่างคนต่างถือว่าตนเองเก่งและไม่เข้าใจกัน มนุษย์ทุกคนไม่มีคนไหนไม่เคยมีความผิดพลาด หรือพูดแล้วไม่ผิดพลาด ยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก ถ้าเรารู้ว่าเขาเป็นคนพูดมาก แล้วผิดพลาดโดยไม่ได้เจตนา เราก็ต้องให้อภัยเขา เช่นกัน คนที่ทำงานมากก็ต้องผิดพลาดมากเป็นธรรมดา คนที่ไม่ผิดพลาดเลยคือคนที่ไม่ทำงานนั่นเอง ถ้าจะให้คนสามัคคีกันทำงาน ต้องให้อภัยกัน เคารพกัน

ทุกคนต้องการให้คนอื่นเคารพเขา แต่คนที่ประสบความสำเร็จ เขารู้จักไปเคารพคนอื่นก่อน คนส่วนใหญ่มักเคารพตัวเองก่อนแล้วจึงไปเคารพคนอื่น  ยิ่งเราเคารพและถ่อมตัวมากเท่าไร คนยิ่งชมเชยเรามากเท่านั้นว่าคนนี้ใหญ่โตแล้วยังถ่อมตัว บางคนไม่รู้จักถ่อมตัว ตัวเล็กแต่ทำตัวเป็นใหญ่ คนก็มีแต่ความรังเกียจ แทนที่จะนับถือ กลับหมั่นไส้เอา

ผู้นำบางท่านต้องทำงานคนเดียว เพราะมองไปข้างล่างนี่ทุกคนสู้เขาไม่ได้หมด ลูกน้องนี่สู้เขาไม่ได้หมดเพราะอะไร เพราะไม่ได้มองว่าผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนมีจุดเด่นอะไร มัวแต่ไปดูจุดอ่อนแต่ละคน แล้วก็เอาจุดเด่นของตนเองไปเทียบ เลยไม่รู้จะเอางานอะไรมอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชา

แต่ทั้งนี้ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอลูกน้องแบบไหน ดังนั้นแนวคิดที่คุณธนินท์กล่าวมา ต้องเริ่มทำเป็นขั้นเป็นตอน ผมพอสรุปได้ว่า เมื่อเห็นจุดเด่นคนอื่น จุดด้อยเราเอง เราก็จะเคารพคนอื่น และใช้งานคนอื่นเป็น และสุดท้าย เราก็ต้องสร้างคนให้เป็นด้วย (Coaching) เพื่อให้เก่งกว่าเรา และสืบทอดเราต่อไป

เมื่อทำทั้งหมดได้แล้ว ผมขอทิ้งท้ายนโยบายการใช้คนข้อหนึ่งของคุณธนินท์ว่า ท่านมีนโยบายปล่อยให้คนเก่งทำงานของเขาเอง เพราะท่านรู้ว่าคนเก่งไม่ชอบให้ใครบังคับ เพราะเขาจะไม่สนุกกับการทำสิ่งต่างๆนานา เหมือนกับที่ขงเบ้งและซุนวูพูดคล้ายกันว่า “เมื่อใช้งานไม่สงสัย ถ้าสงสัยจะไม่ใช้งาน”

--
เขียนอ้างอิงจากหนังสือ การสร้างคนให้ยิ่งใหญ่ สไตล์ ธนินท์ เจียรวนนท์

กลับมาแล้วจ้า

posted on 23 May 2006 23:27 by ifew in Work directory Lifestyle, Diary
และแล้ว ก็กลับมาถึงบ้าน
เป็นการออกไปทำธุระที่เหนื่อยพอสมควรในรอบหลายเดือน
สรุปคร่าวๆ ตามนี้ละกัน
นครสวรรค์ > จตุจักร > ข้าวสาร > สวนสันติ
> ธนบุรี > สวนสุนันทา > ลาดพร้าว > สยาม
> บางรัก > นวมินทร์ > ลาดพร้าว > ฉะเชิงเทรา
> ลาดพร้าว > พระราม 4 > จตุจักร > นครสวรรค์

รายละเอียดไม่ขอพูดถึง
success หมดทุกที่ แต่แลกกับสภาพที่ไม่ค่อยจะดีนัก
และงานที่ติดตามมาอีกเพียบ

ทุกงานย่อมมีอุปสรรค แต่รู้สึกอุปสรรคมาจากสังขารทั้งสิ้น
ผมที่ยาวขึ้น จึงรู้สึก คันๆ รำคาญๆ (กลับมาถึง จึงตัดสกินเฮดทันที)
เล็บเท้าที่ยาว เวลาเดิน มันไปทิ่มนิ้วข้างๆ เดินไปเลือดก็ไหลไป สะใจโครต..
เล็บมือที่ยาว เวลาจิ้มคอม มันจะสะดุด และทำอะไรก็สกปรก
ฝนตกชิบหายวายป่วน เลือกตกเฉพาะ วันที่พกกล้องไปซะด้วย อดถ่าย+กังวลกล้องเปียก
ปวดหัว เพราะนอนน้อย แปลกที่ นอนไม่ค่อยหลับ เหงา กลัวผี
ปวดหลัง เพราะแบกของหนักตลอดเป็นจับกัง
ปวดท้อง เพราะผู้จ้าง เทคแคร์สุดๆ เบียร์กี่ขวด ข้าวกี่ชาม จะกินอะไน บอก จะจัดให้
ท้องถูก เพราะอะไรนั้น โปรดดูใน entry ก่อนๆ

ทุกอย่างจะเป็นสลับปนเปไปตามเหตการณ์ที่กระทำอยู่ตอนนั้น

แต่ประทับใจผู้จ้างทุกคน ดูแลเราดีมากๆ ทั้งๆ ที่เราเป็นผู้มาเอาเงินจากเขา
ท่านแรก เปิดคอนโดให้พัก 1 ห้อง, อาหารกินฟรีตลอด, เน็ตฟรี, งานเสร็จ เราได้ % จากงานต่อ
ท่านสอง นั่งรถมารับเราไปที่โรงงาน, เลี้ยงข้าวกลางวัน, หาล่ามแปลภาษาให้, ให้สินน้ำใจในการเจอกัน+ค่าเดินทาง, ให้คนขับรถพามาส่งกลับเข้า กทม

ประทับใจอีกเรื่อง
ตอนไปหลงทางอยู่แถวๆ เยาวราชกับเพื่อน ตอนนั้นต้องการไปที่ไปษณีย์กลางบางรัก
เดินไปถามทางกับคุณตาท่านหนึ่ง ท่านอธิบายๆๆ แต่กลัวเราไม่เข้าใจ ท่านเลยนำทางให้เราซะเลย อืมมม รัตนโกสินทร์ ไม่สิ้นคนดีจริงๆ

ตามที่วางแผนไว้ วันนี้จะต้องไปเชียงใหม่ต่อ
โชคดี อาโกว ตัดสอนใจไปเดือนหน้า
คืนนี้ก็จะได้หลับสบายที่บ้านสักที

ปล1. จะจดจำจนวันตายว่า อย่าไปหวังว่าข้างหน้าจะมีอุปกรณ์ให้เราครบ ควรพกไปให้หมด ไม่ว่าจะยาสีัฟัน สบู่ ยาสระผม กรรไกรตัดเล็บ คัตตันบัท หรือแม้กระทั้ง พระเล็กๆ ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตอนนอนคนเดียว
ปล2. สงสัยว่าจะได้ฤกษ์ซื้อเป้ใหม่อีก 1 ใบ ใหญ่ๆ จะได้ใส่ ใบเดียวอยู่ ไม่ต้องหิ้วของมากมาย
ปล3. ตอกย้ำความคิดของผมที่ว่า ยิ่งรู้สึกเข้าใกล้ ยิ่งรู้สึกไหวหวั่น
ปล4. เมื่อไป กทม จะพยายามหาอะไรทำให้เยอะที่สุด คิดให้เยอะที่สุด เพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน
ปล5. แม้จะมีฉันเพียงคนเดียว แต่ฉันคิดเสมอว่าเธอเป็นกำลังใจให้ฉัน และเคียงข้างฉันตลอดเวลา (ได้โปรดอย่าได้เจอเรื่องที่มาทำลายความคิดนี้กันเลย)