book

ผมจำไม่ได้ว่าซื้อหนังสือหนังสือวันไหน รู้แต่ว่าเป็นงานหนังสือ ประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา

"เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็เช้า" - And This, Too, Shall pass
เขียนโดย พี่ชายผมที่พรัดพรากจากกันตั้งแต่เกิด (มีใบหน้าและรูปร่างคล้ายกันมาก ฮา...)
นั่นคือ พี่บิ๊ก บุญสินสุข (ภูมิชาย บุญสินสุข)

ขอบอกตรงๆ ครับ ผมเพิ่งอ่านมันจบวันนี้! (267 หน้า)

ชอบมาก ทุกบบอกถึงคำศัพท์ที่ไม่ค่อยรู้ หรือรู้แต่ใช้ไม่เป็นก็มี
อ่านเพลิน แล้วศัพท์เข้าหัวปรู๊ดๆ เดินสามก้าวยังไม่หาย

แต่ที่อยากจะบอกมากกว่าคือ
สไตล์การเขียนของพี่บิ๊ก ในแต่ละบท
มักจะซ่อนประโยคเด็ดๆ (quote)
ที่มันทิ่งแทงโดนใจมากๆ
เหตุหนึ่งที่ทำให้อ่านช้า
เพราะรู้สึกวนเวียนกับประโยคหลายจุด

ดังนั้น ขออนุญาติพี่บิ๊กนะครับ ที่จะคัดลอกประโยคที่โดนใจมาไว้กันลืม
และไว้ให้ผู้อื่นคนอื่นๆ ได้ลองซึมซับดู

...

...

เจ็บนิดเดียว เดี๋ยวก็เช้า / And This, Too, Shall Pass.
เกิดขึ้น และผ่านไป
นี่คือความจริงของอะไรก็ตามบนโลกใบนี้

Some /  เด็ด
สรุป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อันความรู้นั้นมีแฝงอยู่ทุกที่ล่ะครับ
ไม่ว่าที่นั้นๆ
จะเป็นที่ที่โป๊หรือไม่โป๊ก็ตาม

พิเศษไหม? / Extra
ผมว่าทีมเวิร์กที่เต็มไปด้วยคน 'ไม่ยอมน้อย'
รับรองว่าต้องกลายเป็น 'ทีมไม่เวิร์ก' ในเวลาไม่นานแน่

แล้วเธอจะรุ้สึก / Water Runs Dry
และทำไมในบางเรื่องเรา เราก็ยังผิดซ้ำแล้ว พลาดซ้ำเล่า
เหมือนไม่รู้จักเรียนรู้เสียที

แล้วรักหรือเปล่า / Bases
เจอสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วยังอยู่ด้วยกันต่อไปได้
ไว้ถึงขั้นนั้นก่อนล่ะมั้ง ค่อยมาคุยกันว่า
"แล้วรักหรือเปล่า"

อภัย / Forgiveness
ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง ถ้ารักกันจริง เรื่อง 'ยกโทษ' ถือเป็นเรื่อง 'จำเป็น' ครับ
เพราะไม่เช่นนั้น เราคงต้องทำในสิ่งที่จะทำให้เราเศร้าระทมขมขื่นไปอีกนาน
นั่นคือการต้องโกรธคนที่เรารัก ไปตลอดชีวิต

บังเอิญ / Run into
แม้ว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยความบังเอิญ แต่ถ้าใครเคยฟังเพลง ไม่บังเอิญ ของ กุลวัฒน์ พรหมสถิต
ก็คงเห็นด้วยว่า การคาดหวังให้คนที่เขามีใจให้กับคนอื่นแล้ว 'บังเอิญ' เปลี่ยนใจหันกลับมารักเรานั้น
...มันย่อมเป็นไปไม่ได้

แอบชอบ / Guilty pleasures
แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า คนที่สามารถบอกออกมาดังๆ ว่าตัวเองชอบอะไร หรือชอบใคร
โดยไม่กลัวหรือแยแสว่า คนอื่นนั้นจะคิดยังไงนั้น
นอกจากจะโชคดีสุดๆ แล้ว ยังเท่ออกจะตายไปครับ

จำที่ทำ / Remember-ing
ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นกับเราเสมอ
สิ่งสำคัญอยู่ที่ เราจดจำมัน
และได้เรียนรู้จากมันหรือไม่
ก็แค่นั้นเอง

รักก็คือรัก / Love, period
เพราะยังไง รักก็คือรักอยู่ดี
ไม่ว่าความรักนั้น จะเกิดจากใคร และเกิดกับใคร

ความประหลาดใจ / "Surprise me."
เขาว่า "Life is full of surprises" ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งมันก็คงมีปะปนกันมาทั้งเซอร์ไพรส์ดีและเซอร์ไพรส์เลวล่ะนะครับ และแม้ว่าผมจะเป็นคนไม่ชอบความหวือหวาเท่าไรนัก แต่ถ้าให้เลือก ผมก็ขอเลือกชีวิตที่คาดเดาไม่ค่อยจะได้ มากกว่าชีวิตที่คาดเดาได้ไปซะหมด
มันสนุกกว่ากันเยอะ

เพราะ / Because
เพราะบางครั้ง บางเรื่องราวเราก็ทำลงไป
โดยไม่มีเหตุผลกำกับไว้จริงๆ

ซวย / Jinx
ชีวิตช่วงตกงานนั้นเป็นห้วงเวลาที่บัดซบมาก
แต่ที่บัดซบกว่าคือ ชีวิตที่ต้องฝืนทำงานที่ไม่อยากทำ
และที่บัดซบที่สุดคือ อีตอนกำลังรอข่าวงานที่เราอยากได้ ในขณะที่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำไปก่อนพลางๆ!

กล้าดี / The nerve
ความกล้านั้น ต้องบวกจิตใจที่ดีลงไปด้วย
มันถึงจะเป็น 'กล้าที่ดี' จริงๆ

ไม่ได้ไม่ได้ / Expectation
ลองมานึกดูอีกที ถ้าคนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ได้เป็นความคาดหวังของใครเลย หรือไม่ถูกคาดหวังของใครเลย หรือไม่ถูกคาดหวังโดยใครเลย
มันก็คงน่าเศร้าใจ
และรู้สึกไร้ความหมายได้เหมือนกัน

ขี้ลืม / Forget
"เขาอาจจะจำไม่ได้ว่าคุณเคยพูดอะไรเอาไว้
แต่เขาลืมไม่ได้แน่ว่า คุณเคยทำให้เขารู้สึกอย่างไร"
-Carl W. Buechner

เมื่อไม่มี / For granted
ถึงได้รู้ว่า ความสุขในชีวิตนั้น ที่แท้ก็คือสิ่งเล็กๆ แค่นี้เอง
มันคือการมีน้ำอุ่นอาบ
และมีผ้าเช็ดตัวนุ่มๆ สะอาดๆ ไว้เช็ดตัว
เท่านี้เองจริงๆ

จะเอาศอก / Push
เมื่อถูกถามว่าจะเพิ่ม 10 บาท แล้วรับโคล่าใหญ่พิเศษไหมครับพี่
"Would you like to super-size that?" ลองตอบว่า "No. thank you." มั่งก็ได้นะครับ
สนุกดี ผมเคยแล้ว พนักงานทำหน้าตกใจม้าก!

ชม / Compliment
คำชมเป็นของฟรีที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งในโลก
ถ้าเราแจกจ่ายมันออกไปอย่างจริงใจ

กลัวแก่ / Getting old
และขอให้รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเมื่อยามชรา เป็นร้อยเหี่ยวย่นที่เกิดจากการยิ้มเยอะ
หัวเราะเยอะกับชีวิตที่ผ่านมาเท่านั้น ไม่ใช่รอยย่นจากความกังวลหรือความเครียดเศร้าหมองแต่อย่างใดเลย

ช่างเหอะ / Never mind
และนี่คือสำนวนภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันผิดติดอันดับโลก
"Never mind."

ก็อยากอยู่ / Tempting, but no.
วันนี้ คุณได้ต่อสู้กับความอยากของตัวเองบ้างแล้วหรือยัง!

ทำได้ทำดี / Pull it off
ผมเลยได้ข้อสรุปของตัวเองว่า
เสื้อผ้า + ทัศนคติ มันถึงจะ = แฟชั่น

ทวนลม / Tune out
ทุกคนมีหู ทุกคนฟังเป็น แต่ลองใช้หูร่วมกับใจและสมองกรองอีกชั้นด้วยทัศนคติและอีคิว
ผนวกการฝึกฝนอีกเพียงเล็กน้อย คุณจะทึ่งที่ได้พบว่า ต่อให้ 'ต้องฟัง'
เราก็ยังสามารถ 'เลือกที่จะไม่ได้ยิน' อะไรบางอย่างได้เหมือนกัน

ปมนมยาน / Saggy
ผมว่าทุกคนแหละจะต้องมี 'ความนมยาน' ประมาณนี้ซ่อนอยู่ในชีวิต อะไรบางอย่างที่คุณเสียความมั่นใจกับมันมากๆ และพยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนมันเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด แต่กระนั้น มันก็ยังสามารถเล็ดลอดออกมาหลอกหลอนคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาอ่อนแอ ที่ความมั่นใจใกล้หมดถัง
ว่าแต่เราลองเอา 'นมยานๆ' ที่ว่าของเราออกมาพิจารณาดูให้ดีอีกทีกันไหมครับ?
อาจเป็นไปได้ว่า ที่จริงแล้ว มีเราอยู่คนเดียวนั่นแหละ
ที่เห็นมันยานน่าเกลียดจนทนไม่ได้?

อีกนิดเดียวก็ชนะแล้ว / Lurker
ผมเคยถามเจ้านายเก่าคนหนึ่งของผมเล่นๆ ว่า
"พี่คิดว่าอะไรที่ทำให้พี่ประสบความสำเร็จ"
เธอตอบว่า "ความอดทน...พี่ว่ามันไม่ใช่ 'ใครเก่งกว่าใคร' หรอก แต่มันอยู่ที่ 'ใครอึดกว่าใคร' ต่างหาก
บางทีนะ เพียงแต่ขอให้เราอดทนได้มากกว่าคนอื่นแค่นิดเดียว เราก็ชนะแล้ว"

มุ่งหมั้น / Commit
เมื่อผมรักคนคนหนึ่ง รักมากจนตั้งใจว่ายังไงๆ ก็จะไม่ทิ้งกัน และจะอยู่ด้วยกันไปตลอด ผมก็จะรักคนนี้คนเดียว จะไม่ไปยุ่งเกี่ยววอแวกับคนอื่นอีก เมื่อก่อนใครถามก็บอกว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ดูไปเรื่อย คบไปเรื่อย แต่ถ้า Comit แล้ว ก็จะพูดเต็มปากเต็มคำเสียงดังๆ ไม่มีอ้อมแอ้มว่า "ผมมีแฟนแล้วครับ"
ต่อให้คนถามจะน่ารักและตรงสเปกเราแค่ไหนก็ตาม!

ขอตอบแทน / Repay
มัวมาเสียเวลานั่งโกรธกันอยู่ทำไม สู้หาวิธีล้างแค้นมันดีกว่า! อืม อันนี้ออกจะเลวอยู่นะครับ
ขัดกับหลักพุทธศาสนาอย่างแรง ถึงผมจะชอบคำกล่าวอันนี้มาๆ แต่ก็ไม่แนะนำล่ะ ให้ท่องว่า
"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" ดีกว่าไหม (ไม่)

เราทุกคนย่อมเคยมีบานี่จัง / My security blanket
ผมเชื่อว่าต่อให้เป็นคนที่มั่นใจตัวเองมากที่สุดในโลก ก็ยังต้องมีอารมณ์อ่อนแอ
และมีช่วงที่ต้องการอะไรยึดเหนี่ยว
อะไรที่เขากอดเอาไว้แล้วช่วยเขาได้ ผมว่านั่นก็เป็นอีกความหมายหนึ่งของ Security blanket เช่นกัน

คืนที่ไฟดับ / We are family
นอกจากความรักแล้ว ความใกล้ชิดก็เป็นสิ่งสำคัญของครอบครัว บางครั้งที่เราทะเลาะกัน หรือรู้สึกเกลียดกัน มันอาจเป็นเพียงเพราะเราลืมไปว่า เราเคยรักกันและสนุกสนานกันมากแค่ไหน
ในวันที่เ่รายังไม่คิดจะเดินหนีจากกันไป

แตกต่างอยู่ข้่างกัน / Juxtapose
มันคือโลกเราเลยล่ะ มันคือทุกวันที่เราเป็นอยู่นั่นเอง
มันต้องรู้จักอดทนต่อความต่างของคนอื่น
และเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันให้ได้
ไม่ได้รักกัน ก็ไม่เห็นต้องเกลียดกัน
แตกต่างกัน ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ควรอยู่ร่วมกัน
ผมรู้สึกว่าเราสองคนก็เป็นแบบนั้นนะ
แตกต่าง แต่มาอยู่ข้างๆ กัน
ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะผมรู้ว่า
ผมคงทนคนที่เหมือนตัวเองไม่ได้แน่ๆ เลย
ผมดีใจที่ได้มา Juxtapose กับคุณ :-D

นักขาย / Art of Selling
เธอได้ทั้งเงินผมและใจผม สองอย่างเลย
ส่วนผม ก็ได้ทั้งของที่ต้องการ และบริการที่ประทับใจ
สองอย่างเหมือนกัน

สำเนียง / Comforting
สำเนียงอีสานกับเสียงใสๆ ของเธอเข้ากันได้ดีอย่างน่าชื่นใจ
มากมายกว่าสำเนียงเมืองๆ เป็นไหนๆ

ภาพใหญ่ / Big Picture
และสำหรับคนที่เป็นผู้นำแล้ว 'Big Picture' เป็นสิ่งที่ไม่เพียงต้องมองให้ขาด
แต่ต้องอธิบายให้ทีมของคุณเห็นภาพได้ชัดที่สุดอีกด้วย

วันนี้ตื่นแต่เที่ยงไปงาน com world mี่ siam paragon
พริตตี้สวยๆ เยอะมากกกกก จนรู้สึกเสียดายว่าไม่เอากล้องไป
แต่ช่างเถอะ เซ็กส์เสื่อมไปแระ มองแว๊บๆ แล้วก็เดินต่อ ฮาาา..

เดินได้อยู่สักพัก ก็ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติต่อ
กะว่าจะปหาข้าวกินที่นั่น เพราะที่พารากอนแพง
พอไปถึง ราคาไม่ได้ต่างกันแค่ 10-20 บาทเอง T-T
ข้าวหมูแดง 45 (กลิ่นแรงแลหวานเหมือนใ่ส่กัญชา) + โค้ก 25 T-T

ด้วยความเป็นวันหยุด คนเลยเยอะมากกกกกกก
ไล่ดูตั้งแต่ชั้นใต้กิน จนเข้าไปถึง planary hall และก็ plaza

ได้หนังสือตามที่ต้องการมาเกือบครบ

 

1. The World Is Flat 3.0: A Brief History of the Twenty-first Century
เขียนโดย Thomas L. Friedman

จริงๆ เล่มนี้ ผมเคยคิดจะซื้อตั้งแต่ออกเล่ม 1 แต่ว่าก็พลาดมาเรื่อยๆ แล้วมันก็ออก 2 กับ 3 จนจบ
แต่ก็รู้สึกดีที่ไม่ได้ซื้อก่อน เพราะมันเอามารวมเล่ม และเพิ่มเนื้อหา ตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งเป็นปกแข็ง

จริงๆ ผมมองว่าเล่มนี้คล้ายๆกับ The Third Wave ที่พูดถึงการพัฒนาการของสังคมและธุรกิจ
ที่ในอดีตเป็นอย่างไรและพัฒนามาเรื่อยๆ โดยแบ่งเป็นคลื่ลูกที่ 1-3 และเล่ม The World is Flat
ก็เหมือนจะมาเจาะลึกเฉพาะคลื่นลูกที่ 3 โดยเฉพาะ ว่าสังคมตอนนี้เป็นอย่างไร โลกแคบลง การเชื่อมต่อถึงกันรวดเร็วขึ้น ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ นานา ก่อให้เกิดผลอย่างไรกับชีวิตเราบ้าง

ผมคิดว่าจริงๆ ผู้เขียนได้อ้างอิงจากในสังคมอเมริกา แต่ผมเชื่อว่าไม่นานนักไทยก็จะเป็นคล้ายๆกัน ดังนั้นใครอยากรู้วิถีชีวิตตัวเองในอนาคต ผมว่าเล่มนี้พอจะชี้ทางให้ไ้ดครับ

ราคาปก 550, ซื้อ 440   

2. รุกสยามในนามของพระเจ้า
เขียนโดย มอร์กาน สปอร์แตซ ชาวฝรั่งเศส, แปลโดย รศ. ดร.กรรณิกา จรรย์แสง

เล่มนี้ผมเห็นมาประมาณ 2 ปีก่อน ตอนที่หนังสือเพิ่งเปิดตัวครั้งแรกสัปดาห์หนังสือปีนั้น
แต่ผมก็ไม่ได้ซื้อ เพราะมีอีกหลายเล่มต้องซื้อ แต่ก็สนใจมันมาตั้งแต่ตอนนั้น
และปีต่อมา มติชนก็ได้ออกหนังสือนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง 1421 ที่พูดถึงนายพลเจิ้งเหอของจีน ร่องเรือไปพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัส ซึ่งผมได้ซื้อมาและอ่านไปได้นิดหนึ่ง ก็รู้สึกว่าอยากได้ รุกสยามขึ้นมาซะงั้น

เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่พูดถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ได้ส่งคณะราชทูต มาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชอาณาจักรสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการเข้ามาหาผลประโยชน์เพื่อยึดประเทศสยาม รวมไปถึงเผยแพร่ศาสนา ดังนั้นในเล่มนี้จึงพูดถึงการใช้เล่ห์กล ชิงไหวชิงพริบ ประชันกันอย่างถึงพริกถึงขิง!

ราคาปก 380, ซื้อ 304  

3. ปีกแดง
เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ

เล่มนี้เพิ่งจะค้นพบในร้านหนังสือเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยสนใจมากที่จะอยากอ่าน

เป็นนิยายที่เขียนขึ้นให้แสดงภาพลึกของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นเล่มที่น่าอ่านต่อจาก ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (เล่มนี้เพื่อนผมซื้อมา และผมก็ยังไม่เคยอ่านหรอกนะ)

ราคาปก 280, ซื้อ 240 

4. อยู่กับปัจจุบัน
เขียนโดย เปลว สีเงิน

จริงๆ เปลว สีเงิน ผมรู้จักว่าเขาคอลัมนิสเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง แต่หนังสือเล่มนี้ก็เป็นการรวบรวมบทความที่ เปลว สีเงิน เขียน และแทรกเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ เข้าไปด้วย ผมว่ามันเข้าท่าดีนะ ถ้าเราการเขียนของ เปลว สีเงิน และได้อ่านธรรมไปในตัว

ขอให้สะดุดเถอะ เพราะ “สะดุด” สิ่งเดียวเท่านั้น จะทำให้ “หยุดคิด” - เปลวสีเงิน

ราคาปก 150, ซื้อ 120

5. ผมจะเป็นคนดี : ก่อร่างสร้างธุรกิจ
เขียนโดย วิกรม กรมดิษฐ์

เล่มนี้เป็นการหยิบๆ จับๆขึ้นมาดู ด้วยความชอบส่วนตัว ในแนวทางการก่อร่างสร้างตัวและแนวคิดของคุณวิกรม
บังเอิญ คุณ วิกรม กรมดิษฐ์ นั่งแจกลายเซ็นอยู่ ก็ไม่คิดอะไรมาก ควักไป 100 แล้วเอาไปให้เขาเซ็นทันที ฮา..

ราคาปก 100, ซื้อ 100 + รายเซ็น ที่บูธ เดอะเนชั่น (BookSmile ขายในงาน 85)