dhamma-philosophy

เด็กชายผมทอง

posted on 11 Nov 2010 01:52 by ifew  in dhamma-philosophy
ในโลกที่มีแต่เมฆสีดำและแสงรำไร
ณ ป่าผลัดใบแห่งหนึ่ง
มีเด็กชายผมทองเดินงุ่นง่านเพื่อหาทางกลับบ้าน
เขามีแผนที่อยู่ในมือ แต่ค่อนข้างมั่นใจตัวเองว่า ฉันจะถึงบ้านก่อนค่ำ
 
ระหว่างทาง เขาสังเกตุเห็นนกบินโฉบไปมาเพื่อจิกอะไรบางอย่างบนพื้น
เขาก้มลงมองใกล้ๆ มันคือ เมล็ดพันธุ์พืชชนิดหนึ่งที่เขาไม่รู้ว่าคือต้นอะไร
 
"ป๊อก!.." เมล็ดพืชเม็ดหนึ่งหนึ่งร่วงลงมาใส่หัวเขา
เขาเงยมองบนฟ้า เห็นฝูงนกกำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งเมล็ดพืช
 
เด็กชายผมทองก้มเก็บเมล็ดที่ตกใส่หัวเขาเมื่อสักครู่
เขาหันซ้ายหันขวาและยืนคิดอยู่สักพัก 
และตัดสินใจเอามือโกยดินเพื่อเริ่มต้นปลูกมัน
 
เขาผสมทั้ง น้ำ ดิน และวัชพืชแห้งเท่าที่เขาหาได้
เขาไม่รู้ว่าเมล็ดนั้นคือต้นอะไร
 
เวลาผ่านไปหลายวัน เขาเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง
มีลำต้นเล็กๆและใบแตกออกมาสองสามใบเป็นต้นอ่อน
เขาดีใจมากที่เขาจะได้รู้แล้วว่าต้นนั้นคืออะไร
 
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน เขารดน้ำพรวนดินเช่นเดิม ต้นอ่อนและใบยังคงขนาดและปริมาณเท่าเดิม
 
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน เขารดน้ำพรวนดินเช่นเดิม ใบเริ่มเหลืองและเหี่ยวลง
 
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน เขารดน้ำพรวนดินเช่นเดิม ใบหนึ่งลีบลง อีกใบหลุดร่วงลงออกจากต้น
 
เขารู้สึกแย่และคิดมากว่าทำไมเป็นเช่นนั้น
เขาเองนั่งคิดทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่า เขาเคยเรียนวิธีการปลูกพืชมาก่อน
และเขาก็เคยฟังและให้คำปรึกษาแก่คนอื่นๆในการปลูกพืชเช่นกัน
 
"ทำไมนะ มันถึงไม่โตไปกว่านี้"
 
เด็กชายผมทองนอนอิงกับต้นไม้ใหญ่ข้างๆพร้อมกับสารพัดคำถาม
 
"หรือปุ๋ยวัชพืชเราไม่ดี"
"หรือดินเราไม่ดี"
"หรือน้ำเราให้มากไป"
"หรือน้ำเราให้น้อยไป"
"หรือเมล็ดพืชที่เราเก็บมันจะเสีย"
...
..
.
 
มันค่อนข้างเป็นการยาก เมื่อมาถึงคำถามสุดท้าย
 
"หรือเพราะเราห่างจากการปลูกพืชมานานเกินไป สิ่งที่เคยคิดว่าง่ายและทำได้ ถึงรู้มากแค่ไหนก็อาจจะไม่เหมาะสมกับพืชชนิดนี้"
 
ที่ว่ายาก เพราะเด็กชายผมทองไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาคิด ข้อไหนถูกต้อง แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่า คำถามข้อสุดท้ายของเขาน่าจะถูกต้อง
 
...
..
.
 
และผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กชายผมทองคิดถูกหรือไม่
 
บางทีการมองแยกส่วนอาจจะเห็นภาพได้ไม่เข้าใจ
แต่บางทีการมองภาพรวมก็ทำให้เราเห็นปัญหาได้ไม่ชัดเจน
 
แต่ผมก็ค่อยข้างสนับสนุนความคิดสุดท้ายของเด็กผมทองคนนั้น
 
"ก่อนอื่นเธอคงต้องเอนหลังมองฟ้าเพื่อให้ใจเธอสบาย และเธอค่อยๆมองจากตัวเองออกไปสู่โลกภายนอก สู่สิ่งต่างๆ รอบตัวเธอ บางทีคำตอบมันก็มาแบบที่เธอไม่ทันตั้งตัว.."
 
ราตรีสวัสดิ์

เมื่อคืนผมพบใครหลายๆ คน ที่รู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้าง

ที่ทุกคนในนั้นต่างมีความรักในสิ่่งที่ตนเองทำ

ทั้งหมดถูกแสดงออกมาผ่านผลงานในมุมแกลลอรี่เล็กๆ แต่อบอุ่น

 

ในวงสนทนาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของ ภาพถ่าย มือถือ กล้องและงานศิลป

นี่ไม่ใช่งานแรกที่ผมไปกับเพื่อนเหล่านี้ และผมพบทุกครั้ง ว่า

นัยตาของพวกเขาจะเปร่งประกายทุกครั้งที่พูดในสิ่งที่ตนเองรักและได้ทำมัน

 

เช้าวันนี้ผมคิดถึงอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมไม่ได้ขอคำชี้แนะมานาน

ท่านสอนจิตวิทยา และเป็นคนที่ผมเปิดใจถามในทุกเรื่องที่ผมอยากจะถาม

ท่านเคยบอกว่า ทุกครั้งที่ผมถาม มักปรากฏแสงในแววตาที่ใครก็รู้สึกได้

ผมไม่แน่ใจนัก เพราะผมชอบถาม หรือ เพราะผมถามในสิ่งที่ผมรัก กันแน่

 

และผมก็ไม่อาจรู้เช่นกันว่า เมื่อคืน แววตาผมเป็นเช่นไร

 

ในอารมณ์แห่งความคาดหวังต่างๆ นานา ท่ามกลางสิ่งที่ตนเองรัก

ผมฉุกคิดได้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ก่อนลงมือกดอักษรตัวแรก

 

"มนุษย์เสียใจเพราะความหวังใช่หรือเปล่า"

 

แต่ผมละเลยกับการหาความหมายของคำว่า "ความหวัง"

ผมพยายามหาทดเทนมัน

เพื่อให้ได้คำที่มุมมองเดียวกันแต่มีความรู้สึกที่แตกต่าง

 

และคำแรกที่เปิดมาจากลิ้นชักของความคิด.. "ความฝัน"

แต่ความฝันผมมองมันด้วยความรู้สึกเดียวกันกับความหวัง

แต่เพียงเป็นหวังที่ตั้งใจเปิดเผย

หรือ แอบตั้งใจลึกๆ ที่ไม่กล้าแสดงออกหรือแม้แต่จะคิด

ด้วยความคิดแบบมายาๆ  ที่เรา(หรือผมคนเดียว) ถนัด เช่นนี้

สุดท้าย ฝันจะเป็นจริงหรือไม่ เราคงอยากให้มันสมหวังแบบไม่มีเหตุผล

 

ผมหยุดคิดต่อครู่หนึ่ง ลิ้นชักชั้นที่สองก็ถูกเปิดขึ้นเอง.. "เป้าหมาย"

ความลังเลเกิดขึ้นเบาๆ เมื่อคำนี้อยู่ในหัวผม

แม้มันจะดูจริงจัง แต่มันก็ดูเข้าท่าที่จะคิดต่อ

ก็เพราะมันดูจริงจังนี่เองหรือเปล่า มันถึงทำให้ผมรู้สึกว่า มันคือ "ความหวัง"

แต่หวังที่เหนือจากความเป็นมายา แต่โลดแล่นอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง

ทุกอย่างที่ตัวเราเองต้องคิด วางแผน และลงมือทำ

อย่างมีเหตุ มีผล และมีที่มาที่ไป

เพื่อให้ถึง "ความหวัง" นั้น

 

แม้จะ "ผิดพลาด" และ "ไปไม่ถึง"

อย่างน้อย เราก็ได้รู้ว่า เราทำดีที่สุดแล้ว ด้วยตัวเราเอง

อาจจะเสียใจน้อยลง หรือไม่เสียใจเลย ถ้าเทียบกับคำว่า

"ผิดหวัง" หรือ "ไม่สมหวัง"

 

ผมชอบนะ "มุ่งไปให้ถึงดวงจันทร์ แม้ไม่เป็นดังฝัน ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว"

มันคงเป็นประโยคที่ ถ้าคนไม่แค่ฝันธรรมดาๆ ได้มองให้มันเป็นเป้าหมายและทำมัน

แม้จะไม่ถึงดวงดาว แต่ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด