review

ช่วงนี้กระแส Wearable Device มาแรงมาก ผมก็ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไร แต่มันคืออุปกรณ์ที่สวมใส่ร่างกายต่างๆนานา เช่น นาฬิกา แว่นตา ริชแบรนด์ แล้วมันสามารถรับมือถือได้ จับการเคลื่อนไหว จับการเต้นของหัวใจ บลาๆๆ ก็ตามแต่ละยี่ห้อจะทำออกมา ผมเองก็ตามกระแสไปด้วย ช่วงเมษายนที่ผ่านมา ไปถอย Jawbone UP24 ตอนนั้นมันเพิ่งออกมาใหม่ๆ หายากพอสมควร เดินไปไหนก็เจอแต่ Jawbone UP รุ่นเก่า สุดท้ายไปได้ที่ .life สาขาเซ็นทรัลเวิร์ล (จริงๆ หาไม่ยากหรอก แต่ที่ต้องถ่อไปที่นั่นเพราะจะเอาของแถม ฮ่าๆ) เห็นเพื่อนหลายคนเห็นผมใส่ ก็ถามคำถามคล้ายกัน เลยขอสรุปไว้ที่นี่ ถ้าอยากได้รีวิวละเอียดลองค้นหาใน Google ดู มีหลายคนเขียนไว้แล้วหละ

ใช้ทำไม?

จริงๆ ต้องการใช้พวก Wearable Device เพื่อจับการเต้นของหัวใจ จะได้รู้ว่าวันหนึ่งตัวเองใช้พลังงานกี่แคลลอรี่ (จะลดน้ำหนักว่างั้นเถอะ) แล้วการเต้นหัวใจมีติดขัดหรือมีปัญหาอะไรไหม ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าพวก Wearable Device ประเภทตรวจวัดสุขภาพ (Healthy Tracker) มันแยกเป็นสองแบบ คือ จับการเต้นของหัวใจ (HR) กับ จับการเคลื่อนไหว (Precision Motion Sensor)

แล้วอะไรดีกว่ากัน ระหว่าง จับการเต้นของหัวใจ (HR) กับ จับการเคลื่อนไหว (Precision Motion Sensor)

บอกตามตรง พยายามหาข้อมูลเหมือนกันครับว่าอะไรดีกว่ากัน แต่สังเกตุได้ว่าอุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ๆ จะใช้ จับการเคลื่อนไหว รวมไปถึงผมเจอข้อมูลว่า Nasa เองก็ใช้เทคนิคนี้ดูสุขภาพของนักบินอวกาศ ด้วย ก็คิดว่ามันน่าจะดีกว่านะ แล้วถามว่าโกงได้ไหม ก็โกงได้บ้างนะ เขย่าๆๆ มันก็คิดว่าเราเคลื่อนไหวจริง แต่ผมก็ไปค้นดูอีกว่ามันฉลาดกว่านั้น ตรงที่มันจับรูปแบบการเคลื่อนไหว (Pattern) แล้วไปคำนวณต่อ

ทำไมใช้ Jawbone UP24

ตอนที่ซื้อ(เมษายน2014) มี Wearable Device ไม่กี่ยี่ห้อที่เข้ามาขายในไทย แล้วตอนนั้นเห็นเพื่อนใช้ครับ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจนรู้ว่ามันทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น จับการนอนหลับ หลับลึก หลับไม่สนิท จับการเคลื่อนไหว ออกกำลังไปแล้วกี่แคลลอรี่ ต้องเดินกี่ก้าว ต้องนอนกี่ชั่วโมง เตือนถึงเวลานอน เตือนการนั่งนานไปต้องลุกเดินบ้าง เตือนว่าเมื่อวานเดินน้อยไปวันนี้ชดเชยด้วยนะ คำนวณแคลลอรี่อาหารที่กิน สารอาหารอะไรมากอะไรน้อยเกินไป ฯลฯ แต่ถามว่ายี่ห้ออื่นทำได้ไหม ก็ทำได้เช่นกันครับ แต่หาซื้อไม่ได้ เช่น Nike, Fitbit, Garmin, Basis ซึ่งทั้งหมดนี้ความสามารถคล้ายกันหมด (ต่างกันเล็กน้อย) รูปแบบ แล้วก็ราคา

Jawbone UP กับ Jawbone UP24 ต่างกันอย่างไร

ถ้าเริ่มสนใจแล้วไปหาข้อมูลดูจะเจอ 2 รุ่น Jawbone Up ราคาประมาณ 4,500 บาท กับ Jawbone Up24 ราคา 6,250 บาท ซึ่ง UP24 เป็นรุ่นล่าสุดที่เพิ่งออกเมื่อเมษายน 2014 ซึ่งจุดหลักที่ต่างกันคือ UP24 จะส่งข้อมูลเข้ามือถือด้วย Bluetooth (BLE) แต่สำหรับ UP คุณจะต้องเอามันไปเสียบเข้ากับแจ็คหูฟังของมือถือ (3.5mm headphone port) เพื่อดึงข้อมูลออกไป แต่ด้วยความต่างข้อนี้ทำให้ UP24 มันส่งข้อมูลตลอดเวลา ทำให้มันแจ้งเตือนคุณได้ตลอดทั้งวันตามที่ผมกล่าวข้างต้น สรุปผลให้คุณเห้นได้ทันทีที่ต้องการ นั่นทำให้ UP24 มีลูกเล่นที่ดีกว่า UP (ลองดูการเปรียบเทียบ Jawbone UP และ Jawbone UP24)

มันใส่ที่ข้อมือ แล้วมันจับการกินอาหารของเราได้อย่างไร

บอกตามตรงว่าคงไม่มีเครื่องมืดใดจับการกินอาหารของเราได้ ทุกยี่ห้อเลยครับ ซึ่งเราจะต้องกรอกข้อมูลเอง ว่ากินอะไรเข้าไปเท่าไร โดยในโปรแกรมมันจะมีรายการอาหารให้เราเลือกหรือค้นหา ซึ่งคุณจะได้ฝึกภาษาอังกฤษทุกมื้อลเยครับ ว่าอาหารแต่ละอย่าง ภาษาอังกฤษคืออะไร บางอย่างมีตรงๆ อย่างก๋วยเตี๋ยว จะใช้คำว่า “Thai Style Noodle” หรือ ผัดไท ก็จะมี “Pad Thai”, แต่บางอย่างก็ต้องเทียบเคียงดู เช่น ข้าวมันไก่ ผมจะใช้คำว่า “Hainanese Chicken Rice” (แปลตรงๆ ก็ ข้าวไก่ไห่หนาน) ตรงนี้ต้องอาศัยการค้นหาใน Google ว่ามันคืออะไร ถ้าหน้าตาเหมือนกัน แล้วดูแคลลอรี่มีความเป็นไปได้ก็ใช้แทนได้เลยครับ

ถ้าไปกินอาหารที่ขายแบบทั่วโลก เช่น McDonald, KFC, โค๊ก, เป็ปซี่ พวกนี้ค้นหาเจอแน่นอน ใช้ของมันได้เลย

แต่ก็มีหลายอย่างที่หาไม่ได้จริงๆ เช่น ลาบเป็ด บัวลอย ซาลาเปาลาวา ฯลฯ ผมก็ค้นใน Google หาเลยครับว่า “ลาบเป็ด กี่แคล” , “บัวลอย กี่แคล”, “ซาลาเปาลาวา กี่แคล” พอได้ข้อมูลมาแล้ว เราก็ไปสร้างเมนูอาหารขึ้นมาเองแล้วกรอกจำนวนแคลลอรี่ลงไป

แล้วถ้าไปกินอะไรที่มันมีตารางโภชนาการ ส่วนมากเป็นของผลิตขายตามห้างและร้านสะดวกซื้อ เช่น นมถั่วเหลืองแล็คตาซอย, โค๊ก, เป็ปซี่, ชาเขียว(บางยี่ห้อ) เราก็สร้างเมนูและกรอกข้มูลตามตารางนั้นได้เลย เพื่อความแม่นยำ

Wearable Device วัดค่าได้แม่นไหม

ข้อนี้ ผมตอบไม่ได้จริงๆ และจากที่เคยใช้แค่ Jawbone UP24 ผมเคยนับก้าวเอง กับดูในโปรแกรมที่มันบันทึกได้ บางทีก็ตรง บางทีก็ไม่ตรง หรือไปเล่นฟิตเนสที่มีเครื่องคำนวณแคลลอรี่ ก็ไม่ตรงเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ถ้าคุณเคยอ่านข้อมูลพวก การใช้พลังงานในการออกกำลังกาย ปริมาณแคลลอรี่ในอาหาร คุณเองจะพอประมาณการได้นะ ซึ่งใช้ไปสักพักจะจำได้เองว่า เราออกแรงประมาณนี้ เวลาเท่านี้ แล้วเครื่องมือก็วัดได้ไม่ต่างกับข้อมูลที่เคยอ่านมา ผมก็ถือว่าเหมาะสม

สำหรับตัว Jawbone เอง มันบันทึกได้ว่า เราออกแรงมากหรือน้อย กี่นาที ประเภทการออกแรงคืออะไร แต่ผลแคลลอรี่ที่ได้ บางทีเยอะเกินไป ผมก็จะปรับลดปริมาณการออกแรงเองเพื่อให้เหมาะสมกับที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม (ส่วนใหญ่จะลดลง ไม่ค่อยเพิ่ม ถือว่าควรออกแรงเยอะๆ ดีกว่าออกน้อย, อาหารก็เช่นกัน ประมาณไว้ให้เยอะกว่าปกตินิดหน่อย จะได้พยายามไม่กินมาก)

แต่มีเพื่อนผมบอกว่าจับการนอนถือว่าแม่นพอสมควร ผมเองก็รู้สึกเช่นกัน เคยทดสอบด้วยการนอนทำสมาธิ ปรากฏว่า มันจับได้ว่าผมหลับลึก แต่พอผมหลับไป มันก็ตื้นบ้างลึกบ้าง แต่ผมเองก็ไม่รู้สึกตัวหรอกนะ เลยไม่รู้จะทดสอบอย่างไรดีในช่วงไม่รู้ตัว ฮ่าๆ

สรุป

ก็ประมาณนี้ครับ ผมถือว่าโอเคนะ กับคนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ คนต้องการคุมอาหาร อย่างน้อยก็มีบันทึกคอยไว้เตือนตัวเองว่ากินมากไป ออกกำลังน้อยไป ส่วนใครสงสัยเพิ่มเติมก็คอมเม้นถามได้ แล้วจะตอบให้ครับ

ถ้าอยากได้ข้อมูล Jawbone แบบที่ผมใช้ มีคนรีวิวดีๆ รายละเอียดครบ ตามนี้ครับ

  • http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9570000057519
  • http://specphone.com/web/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-jawbone-up24-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-bluetooth-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%81/89375

ป.ลิง ยกตัวอย่างจากที่ใช้จริง ไม่ได้รับตัง Jawbone มาเขียนนะแจ๊ะ

20140401_221337

นี่ไง ของแถวที่ดั้นด้นไปซื้อถึงเซ็นทรัลเวิร์ล เป็นถุงใส่น้ำ Jawbone และหูฟังกันน้ำ Philips, ประเมินกับคนขายว่า ถ้าไปซื้อเอง หูฟังก็น่าจะพันสอง ถุงน้ำน่าจะ 3-4ร้อย

20140401_223201

ตัว Jawbone ไม่มีจอ และไม่มีอะไรเลย (เศร้า) แต่มันก็ดูคงทนแข็งแรงดี ทำจากยางอะไรสักอย่าง ชื่อ hypoallergenic TPU rubber ยืดหยุ่นได้ดี กันน้ำได้ แต่ใส่ว่ายน้ำดำน้ำไม่ได้ ตรงนี้ผมไ่รู้ว่ายี่ห้ออื่นที่มีจอหรือเป็นมือถือได้ด้วย มันจะทนหรือลุยแบบนี้ไหมนะ แต่สำหรับผม มันเหมาะกับเข้าป่า ลุยฝน เปียกเหงื่อ นะ

20140401_223218

 

ทั้ง Jawbone UP และ UP24 มันจะถอฝา เพื่อเสียบตัวแปลงเป็น USB ได้ เอาไว้ชาร์ตไฟ (1-2 ชั่วโมง ไฟเต็ม อยู่ได้ 7 วัน) แต่ถ้า UP จะต้องเสียบเพื่อดึงข้อมูล (Sync)

Screenshot_2014-06-12-01-09-37

หน้าตาของ Application UP มันก็ประมาณนี้ สรุปเลขของการ นอน ขยับ กิน ต่างๆนานา

Screenshot_2014-06-12-01-09-50

 

มันบอกได้ว่าเราอยู่เฉยๆกี่นาที หายไปกี่แคล และออกกำลังกี่นาที หายไปกี่แคล รวมแล้วครบ 10,000 ก้าวไหม (มันใช้คำว่า step เป็นตัววัด จริงๆไม่ต้องเดิน แต่ปั่นจักรยาน ยกน้ำหนัก มันก็จับได้นะ แปลงออกมาเป็น step ให้)

Screenshot_2014-06-12-01-10-04

เรื่องอาหารต้องเลือกหรือกรอกเอง แล้วมันจะบอกว่าเรากินมากไปหรือเปล่า

Screenshot_2014-06-12-01-10-23

การนอนก็บอกได้ว่า หลับลึก หลับไม่สนิท กี่นาที หรือมีการตื่นกลางดึกกี่ครั้ง กว่าจะนอน กว่าจะตื่น ใช้เวลากี่นาที ครบ 8ชั่วโมงไหม

Screenshot_2014-06-12-01-10-48

มันจะมีคำแนะนำต่างๆให้เราทุกวัน อันนี้มันวิเคราะห์ให้ผมว่า เมื่อคืนนอนไป 5 ชั่วโมง ต้องกินโปรตีนเยอะๆในตอนเช้าด้วยนะจ๊ะ เช่น ไข่6กรัม

---
source: http://myifew.com/1081/faq-wearable-device-for-activity-and-healthy-tracking/

Sansiri Life Comes Home 2013

posted on 16 Feb 2013 23:34 by ifew in review directory Lifestyle, Diary
ต้องบอกว่า คราวนี้มาแปลกที่ผมไปเดินดูงานคอนโดอย่าง Sansiri Life Comes Home 2013 ซึ่งปกติไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากนัก จนถึงวันที่คิดจะซื้อและต้องเลือกเยอะๆ ว่าจะตกแต่งห้องตัวเองอย่างไรดี นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ไปเดินเล่นงานประเภทนี้
 
 
งานนี้จัดที่ Siam Paragon ชั้น 5 ตรงส่วนที่เป็น Hall ค่อนข้างเป็นงานใหญ่มากๆ (ถ้าใครไปทัน ลองไปดูครับ 15-17 กุมภาพันธ์ 2556)
 
อย่างแรกที่ผมรู้สึกคือ คนเยอะมากๆ ซึ่ง Sansiri ค่อนข้างโปรโมทงานนี้หนักพอสมควร และคนส่วนใหญ่ก็สนใจในตัวโครงการต่างๆเองด้วย ถ้าจากที่ผมไปเดินดูมาทั้งงาน โครงการแต่ละที่สวยทั้งตัวตึกและตัวห้องจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนสนใจมากๆ
 
 
จุดลงทะเบียนหน้างาน คนเยอะ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่มาดูแลเยอะเช่นกัน
 
ก่อนเข้างาน จะมีจุดให้ลงทะเบียนก่อนครับ แล้วเขาจะแจก QR Code มาให้ใบหนึ่ง เวลาเราสนใจโครงการไหน พนักงานจะสแกน QR Code ของเรา แล้วข้อมูลมันจะส่งมาให้เรา ซึ่งถือว่าสะดวกมากครับ และเข้าใจคิดเลยทีเดียว
 
QR Code ที่ว่าครับ มีหมายเลขระบุไว้เชื่อมกับข้อมูลที่เราลงทะเบียนไว้ 
 

ช่วงที่ผมไป สยามพารากอนไฟดับไปแป๊บหนึ่ง แต่งานก็ยังดำเนินต่อไปได้
 

ผมมางานวันแรก (15กพ) แต่มีคนแห่มาจองเพรียบเลยครับ ถ้าใครคิดจะไปต้องรีบแล้วหละครับ
 
จุดเด่นของงานที่ผมมองว่าน่าสนใจ และต้องไปดูให้ได้เลย คือส่วนของ Ready to move in เนื่องจากเป็นโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้ว ยังเป็นโครงการที่นำมาลดราคาเพิ่มอีกด้วย! (ปกติเราจะเห็นโครงการที่ขายราคาถูกระดับนี้่เฉพาะช่วง Pre Sale คือช่วงที่เสาเข็มยังไม่ทันได้ตอก)
 
ส่วนของ Ready to move in เป็นส่วนโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว และนำมาลดราคาด้วยครับ ใครต้องการที่อยู่แบบรอไม่ได้ ก็เดินตรงมาจุดนี้ได้เลย

 
 
ดูจากราคาแล้วลดหลักแสนอยู่ครับ เยอะมาก และก็มี Sold Out แล้วบ้างพอสมควร 
 
จุดเด่นอีกจุดคือห้องตัวอย่างครับ อันนี้ผมรักมาก เพราะได้เป็นไอเดียเก๋ไก๋ในการนำไปทำห้องมาก และต้องยอมรับว่าห้องที่แสนสิริทำให้ลูกค้า ค่อนข้างสวยในระดับที่ว่าไม่ต้องต่อเติมเพิ่มก็หาเฟอร์มานิดหน่อยแล้วอยู่ได้เลย
 
โครงการแต่ละที่ของแสนสิริ ยอมรบเลยครับว่าสร้างสวยทั้งในตึกและนอกตึกจริงๆ
 
ห้องตัวอย่างของโครงการ Edge จัดดูดีมาก และแบ่งสัดส่วนได้คุ้มดีครับ
 
ห้องนี้ของโครงการ dcondo ครับ พื้นที่แค่ 29 ตรม เอง แต่จัดห้องได้ดูกว้างดี อันนี้ชอบครับๆ
 
โครงการของแสนสิริ ทำประตูแน่นหนาใช้ได้เลยครับ รู้สึกปึ้กดี
 
ภายในงาน แบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนนอก Hall จะเป็นโครงการ บ้านเพียงเพลิน, dcondo ส่วนภายใน Hall จะมีโครงการ the Base, WYNE, NYE, EDGE รวมถึงมีส่วนของ Ready to move in พร้อมอยู่ทั้ง บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ และ คอนโด (ต้องขออภัย ผมจำมาไม่หมดครับ)
 
ภายใน Hall จะมีบอลลูนที่บอกตำแหน่งว่าจุดไหนคือ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ และ คอนโดครับ
 
 
 
มีของแถมนิดหนึ่งครับ หากใครไปร่วมงาน แล้วถ่ายภาพโพส Instagram ติด tag คำว่า #livinstagram และ #LCH2013 มีสิทธิลุ้นรับ Samsung Note2 และ Furby  ด้วยนะครับ