tag

หลังจากเข้าสู่โลกของ blog ผ่าน exteen เป็นที่แรก เมื่อ 3 ปีก่อน เลยทำให้มีโอกาสได้รู้จักคำว่า tag (metadata)

ตอนแรกๆ เว็บไหนมีให้ใช้ก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ แต่พักหลังๆ บ่อยครั้งที่เจอเว็บไหนไม่มีให้ใช้ มักจะเสียเวลากับการต้องค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำ แต่ถ้าเว็บไซต์ไหนมี tag มันช่างสะดวกเหลือหลาย

หากเป็นเมื่อก่อน จะแยกตามประเภท (Category) ประเภทย่อยสุดอาจจะเป็นประเภทของหนังสือเล่มนั้น แต่กว่าจะไล่หาเจอ กดแล้วกดอีกเป็นวรรคเป็นเวร

หรือใครจะบอกว่าใช้ search engine อัจฉลิยะอย่าง google (Text Search) ค้นหา ก็ใช่ว่าจะเจอเรื่องที่เราต้องการอย่างเดียว มันจะมีอะไรมากมายโผล่ไปหมด เลือกไม่ถูกอีก (ยิ่งปัจจุบัน เจอแต่พวกเว็บหว่าน Keyword เต็มไปหมด ไม่มีสาระอะไรที่ต้องการแม้แต่น้อย)

อย่างเช่นวันนี้ผมจะหา blog ที่เขียนถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เราซื้อ เราก็จัดการกดไปที่ tag ชื่อเดียวกับหนังสือนั้นทันที ผลที่แสดงออกมาก็เป็นรายการของคนที่เขียนถึงหนังสือเล่มเดียวกับเรา มากมายหลายรายการ รวมทั้งเจอข่าวอัพเดทของ เจ้าของหนังสืออีกตะหาก โอ้วพระเจ้าจอร์ส มันยอดมาก

หากโลกนี้มี tag อย่างเดียว ก็คงเป็นเพียงแค่ keyword ธรรมดาๆ ที่เว้นวรรคคำให้ search engine ค้นหาง่ายขึ้นเท่านั้นเอง หรืออาจจะเป็นเพียงแค่คำแบ่งประเภทธรรมดาๆ ภายในเว็บหรือบล็คอกของเรา

แต่วิธีการที่เอาเจ้า tag มาชูโรงจนทำให้เกิดประโยชน์มากมายนี้ นั่นก็คือ วิธีการที่เรียกว่า Folksonomy นั่นเอง (ไม่รู้ว่าภาษาไทยได้บัญญัติไว้ว่าอะไร)

Folksonomy มันเป็นวิธีการร่วมมือกันจัดการ tag ของสังคมใดสังคมหนึ่ง เพื่ออธิบายความหมายของข้อมูลนั้นๆ

มันไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของเว็บไซต์ หรือผู้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นคนมาระบุว่า เรื่องนี้ต้องเป็น tag นี้ tag นั้น เพราะนั่นเป็นการแบ่งประเภท หากแต่เจ้าของข้อมูลหรือผู้เข้าชมเว็บต่างหากล่ะ ที่เป็นคนระบุเอง ซึ่งความกว้างของการจำกัดความจะมีมากกว่ามาจากความคิดคนๆ เดียวแน่นอน และเป็นการระบุ tag ได้ถูกต้องกว่าคอมพิวเตอร์มากำหนดเองหรือให้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของมาระบุ

จากประโยชน์ของแนวคิด Folksonomy นี้ มันทำให้ tag กลายเป็น tag ที่มีีความเข้าใจตรงกันของผู้ใช้ในสังคมนั้นๆ การค้นหาและการแสดงผลก็จะแม่นยำมากๆ

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ Folksonomy มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น collaborative tagging (ร่วมด้วยช่วยกัน tag) หรือ social classification (การแบ่งประเภทโดยสังคม) หรือ social indexing (การจัดสารบัญโดยสังคม) หรือ social tagging (การจัดการ tag โดยสังคม) ( แปลได้ซับนรก จริงๆ :P )

คราวนี้ เมื่อร่วมด้วยช่วยกัน tag แต่ละบทความแล้ว มันมีรูปแบบการรวม tag ที่ทำให้เราสังเกตุได้เด่นชัดขึ้น นั่นคือ tag clouds มันเป็นกลุ่ม tag ยอดนิยม ที่จะอยู่มุมหนึ่งของเว็บ มีคำอยู่หลายสิบหลายร้อยคำ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ยิ่งใหญ่เท่าใดแปลว่า tag นั้นยิ่งมีคนใช้เยอะ มันเลยทำให้เรารู้ได้ว่า เทรนเรื่องใดมาแรง ณ ขณะนั้น ในเว็บนั้น จะได้จิ้มได้ถูก

นี่แหละครับ tag มันกว้าง เพราะเรื่องเดียวกันหลากหลาย มันลึก เพราะเจอข้อมูลเดียวกันแน่น

ใครอยากรู้เรื่อง tag ให้ลึกกว่านี้ ลอง download pdf ขอคุณ กรกฎ เชาวะวณิช เรื่อง "Folksonomy และการจัดระเบียบความรู้บนโลกอินเตอร์เน็ต" จาก สคส. ฉบับที่ 14 (กันยายน-ตุลาคม 2548)

อ้างอิง Lab.Tosdn.com 

ต้นตอ blog-tag

posted on 07 Jan 2007 02:23 by ifew
พอดีเจ้าต่ายบอกให้ไปดู recently ในหน้าแรก exteen
ก็พอว่า blog tag มันช่างแพร่หลายเหลือเกิน
ซึ่งผมสังเกตแต่เช้าแระ มันก็มีขึ้นมาเรื่อยๆ
เลยคิดว่านอกจาก bloger ขาประจำจะเล่นแล้ว
ยังมี bloger ขาไม่ประจำร่วมเล่นด้วย

ผมเลยไปถามเจ้าต่ายถึงที่มาที่ไปของเจ้า blog tag
เจ้าต่ายเลยให้ url http://www.keng.ws/node/184 มาดู
เขาบอกว่า blog tag ในบ้านเราเริ่มมาจาก wiennat เป็นสายหลัก
และ *keng.ws เป็นสายย่อย

คุณ keng ก็เลยทำแผนที่ blog tag ขึ้นมา
เผื่อใครอยากรู้ upline downline ของตัวเอง (พูดเหมือนพวก MLM เลยเนอะ ฮ่าๆ)
เป็นแผนที่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 03/01/2550 - 05/01/2550 [html|png|pdf]

เป้นที่น่าสังเกตุว่า blog tag ในประเทศไทยเริ่มเล่นกันวันที่ 03/01/2550
แต่ปัจจุบัน ผ่านไป 3 วัน กำลังเริ่มต้นวันที่ 4 จำนวน tag มันแพร่หลายจริงๆ

คุณ keng บอกว่า "เป็นตัวอย่างศึกษาที่ดีของการตลาดแบบลูกโซ่ ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ทในปัจจุบัน blog น่าจะขึ้นมาเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์หลัก ได้ไม่ยากนัก...หรือตอนนี้เป็นไปแล้ว :D"

ปล1. downline ผมทำไมไม่ทำงานกันเลยยย ให้ตายสิ Y-Y
ปล2. plynoi และ paepae ผู้นำเข้า blog-tag มาใน exteen หรอนี่ อิอิ