taichi

ดองไปซะนาน แหะๆ เหม็นไปทั่ว blog เลย วันนี้เลยเอาเรื่องไทเก๊กมาฝาก

เมื่อวัน 15-17 ยอมโดดงานแต่งงานเจ้านาย ไปเข้าคอร์สอบรมไทเก๊กกับธาตุทั้ง 5 มา
พูดง่ายๆ ก็คือไปเรียนกำลังภายใน นั่นเอง รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมากๆ และะรู้สึกคิดถึงพี่เชนอย่างสุดซึ้ง

อาจารย์ที่สอนคือ อาจารย์ฌานเดช พ่วงจีน เป็นหนึ่งในกระบวนกรของมูลนิธิสังคมวิวัฒน์ (Foundation for an Evolving Society) หรือเว็บ วงน้ำชา.คอม นั่นเอง

ขอเกริ่นนิดๆว่า รูปแบบการสอนของมูลนิธินี้จะเป็นรูปแบบที่เรียกว่า สุนทรียสนทนา (Dialogue) ทุกคนจะนั่งสบายๆ อยากนอนก็นอน นั่งก็นั่ง แล้วฟังอาจารย์สอน จากนั้น จะล้อมวง ซักถาม เสนอความคิดเห็น กัน ในระหว่างที่ใครพูด ทุกคนจะเงียบฟัง และอาจารย์จะให้คำตอบปิดท้ายในทีเดียว และในระหว่างการฟัง จะต้องแขวนความคิดของตนเองไว้ก่อน เพื่อให้ข้อมูลของคนอื่นไหลเข้ามา และคิดประมวลผลตอนจบในทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้เลยทีเดียว (เป็นหนึ่งในวิธีที่อาารย์ฌานเดชเอาไปสอนพวก ดร. ในกลุ่มของเครือซีเมนต์ไทย) และอีกอย่างที่มูลนิธินี้ได้ทำคือ โครงการ HomeSchool ที่เป็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบอยู่กับบ้าน โดยเราสร้างแรงบรรดาลใจเพื่อให้เด็กเกิดความอยากเรียนรู้และตอบสนองในใจที่เขาต้องการ ซึ่งลูกของอาจารย์และลูกศิษย์ของท่านแต่ละคน ล้วนประสบความสำเร็จ จนผมทึ่งไปเลย

การเข้าไปฝึกครั้งนี้ เหมือนทำให้ผมรู้สึกว่าเข้าไปเรียนวิชาหมอจีนยังไงก็ไม่รู้ เพราะทั้งหมดผมเคยอ่านเจอในหนังสือแพทย์แผนจีนมาบ้าง แต่พอมาฝึก ก็ทำให้กระจ่างแจ้งในที่มาเลยทีเดียว นี่แหละเหตุผลที่ทำให้คิดถึงพี่เซน (ฮ่าๆ เชนที่รักขาาาา คิดถึงจังเลย) แต่ก็พอโชคดีบ้างที่มีลูกศิษย์อาจารย์เรียนแพทย์แผนธิเบตมาสอนร่วมด้วย อายุน้อยกว่าผมซะอีก ก็เลยพอจะซักถามอะไรบางส่วนได้บ้าง (ไม่ต้องรอมาถามที่รักเชน ฮ่าๆ) ถามว่าได้อะไรไหมมันได้นะ แต่ถ้าจะให้เล่า ก็ไม่รู้จะเล่าอะไร มันก็แปลกๆ เหมือนกัน เอาเป็นว่า ดูรูปที่ผมถ่ายมาละกัน

 

อันนี้สอนพื้นฐานของการฝึกว่า มันเริ่มจากสิ่งสูงสุดคือ ไท่ชิ หรือ ไท่จี๋ หรือ มวยไทจี๋ (ไทเก๊ก)
ซึ่งมวยก็จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ หยิน (ฝึกภายใน) และ หยาง (ฝึกภายนอก)  ซึ่งในหยางก็มีหยิน ในหยินก็มีหยาง ลึกลงไปเรื่อยๆ อีกที

การฝึกภายในก็เป็นเรื่องของการฝึกกำลังภายใน การบ่มเพาะพลัง การเก็บพลัง การปล่อยพลัง การทำสมาธิ การหายใจทั้งหลายแหล่

การฝึกภายนอกก็เป็นเรื่องของท่าทางที่ใช้  มีท่ารุกและรับ แยกเป็น 8 ท่า รวมท่าก้าวเท้าอีก 5 เป็น 13 ท่าพื้นฐานของไทเก๊กที่รำกันอยู่ทุกวัน ล้วนผลสมมาจาก เผิง หลีว์ จี่ อั้น ไฉ่ เลียะ โจ่ว โค่ว ทั้งนั้น

(ชักเริ่ม งง เว้ย) 

และอาจารย์ก็ได้พูดเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของนาฬิกาชีวิต ที่ว่า เวลาไหน อวัยวะไหนทำงาน ชี่เดินทางไปไหน
เราควรดูแลอย่างไร ควรป้องกันและบำรุงมันได้อย่างไร ตรงนี้เอาไปใช้รักษาร่่างกายได้อย่างดีเลย

แต่นอกจากชี่จะเดินทางผ่านอวัยวะแล้วก็ยังมีจุดต่างๆ ที่ต้องรู้ด้วย และจุดเลห่านี้ก็สำคัญในการทำสมาธิ
บ่มเพาะ และเดินพลังเพื่อมาใช้งาน

 

รูปนี้คือสถานที่ฝึกและประลองยุทธ ฮ่าๆๆ (สถานปฏิบัติธรรม ธาราศัย ซอยสันติธรรม นครสวรรค์)

เรื่องมวยเป็นเรื่องที่อยากได้อยู่แล้ว แต่เรื่องที่เป็นของแถมติดตัวมา มีค่ามากกว่ามวยที่ผมเรียนเสียอีก
นั่นคือ การนำหลักการของมวย ความสมดุล ของหยินหยาง  ความเป็น เต๋า เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน
เพื่อให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเกิดกับตัวเองและคนรอบข้างของเราทั้งหลาย

ต้องรู้จักวาระของเรา วาระของเขา ว่าทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตนเอง แล้วจะทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่เขาคิด
เขาทำ เข้าใยความเป็นเราเป็นเขา แล้วจะทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับคนทั้งโลกและจักรวาลได้อย่างน่าทึ่ง

มันเป็นการตอบคำถามในสิ่งที่ผมคิดมานานได้เหมือกนันว่า ชีวิตเราจะอยู่ในทางโลก แต่ก็อยู่ในทางธรรมได้สมดุลได้อย่างไร ถึงแม้ว่าจะเป็นคำตอบที่ไม่กระจ่าง แต่ผมก็เชื่อว่า หากเริ่มทดลองทำตามที่รู้มา ไม่ว่าจะผ่านทางปรัชญาของมวย หรือ ปรัชญาของเต๋า หยินหยาง คิดว่าคงน่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

อาจารย์สอนไว้ว่า เมื่อมีอี้(ความคิด,จินตนาการ) ก็จะทำให้เกิดชี่(พลังชีวิต) เมื่อชี่และอี้พร้อม เสิน(ปัญญา)ก็จะมา

หมายความว่า เมื่อเราคิดสิ่งใดก็มุ่งมั่นที่จะทำ ที่สำคัญจะต้องเชื่อว่ามันมีจริงและทำได้จริง มันจะทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเกิดกับเราหรือเกิดกับสิ่งรอบตัวเรา ดังนั้น เมื่อกายพร้อมและใจพร้อม ปัญญาที่เอาไว้ให้เราหลุดพ้นจากปัญหามันจะเกิดขึ้น

เอวัง ด้วยประการฉะนี้.. 

ที่มา : www.wuttanan.com - มูลนิธิออนไลน์วุทธานันท์

ไทเก๊ก (ต่อ)

posted on 20 Nov 2006 15:38 by ifew
เมื่อวานมีแข่งไทเก๊ก
สมาคมไทเก๊กถ่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง ปากน้ำโพ ส่งคนลงแข่งด้วย
ก็ต้องไปพบปะกันสักหน่อย


สถานที่แข่งขันคือ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย
สมาคมนี้ตึกอลังการใช้ได้เลยทีเดียว
ไม่รู้ว่านายกสมาคมเป็นใคร แต่ก็มีคุณธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ
เพราะเห็นรูปแกติดขึ้นอยู่ข้างกำแพง

การแข่งขันคราวนี้ก็แข่งเพื่อสุขภาพ ไม่ได้ต่อยตีกันนะครับ
โดยผ้แข่งก็จะมารำไทเก๊กให้กรรมการดูเพื่อนำคะแนนมาจัดอันดับกัน

ที่นี่ผมพบอาจารย์ท่านหนึ่งเขารำไทเก๊กอยู่ที่ กทม นี่แหละ
เขาให้ความรู้และเปิดกว้างเรื่องของไทเก๊กจนทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรอีกเยอะเลยทีเดียว
เช่น เขาบอกให้ฝึกเรื่องของ คว่า จะทำให้ยืนมั่นคงแข็งแรง
เขาให้ผมลองทดสอบดันที่หน้าท้องเขา โดยเขาก็ยืนสองขาคู่ปกติ
ปรากฏว่าผมดันเท่าไรเขาก็ไม่ล้ม คิดในใจว่ารู้สึกมันผิดหลักฟิสิกอย่างไงก็ไม่รู้

หรือปกติผมพอจะรู้ยูโดบ้าง ตรงนั้นก็จะอาศัยแรงคู่ต่อสู้มาเป็นแรงเรา
แต่อาจารย์ท่านนั้นบอกว่าไทเก๊กให้คู่ต่อสู้อยู่เฉยๆ ก็ดูดแรงคู่ต่อสู้มาได้
ตอนทดสอบ เขาก็ให้ผมยืนให้แน่น แล้วเขายืนสองขาคู่ จากนั้นก็เอามือมาประกบกัน
พยายามผลักกันและกันให้ล้ม ผมพยายามผลักอย่างไรก็ไม่ล้ม
เขาบอกว่าตอนนี้เขาว่างเปล่าแต่ผมเต็ม เขาจึงถ่ายพลังจากผมมาสู่เขาที่ว่างเปล่า
(หยินหยาง) ทำให้ตัวเขาเองมีพลังต้าน แต่ผมจะหมดพลังเพราะถูกซับพลังอยู่

เออ แปลกดีเว้ย เอาเป็นว่าความรู้ผมมีจำกัด ยังอธิบายมันไม่ได้
แล้วก็ให้ลองทำอีกหลายๆ อย่างจนรู้สึกว่า ไทเก๊กนี่มันสุดยอดสมชื่อจริงๆ

ใครสนใจลองไปรำดูครับ เพื่อสุขภาพ และอยากรู้ลึกๆ ก็ต้องลองคุยกับผู้รู้ดู


คนนี้อาจารย์ผม เป็นคนไทย อยู่ที่สมาคมไทเก๊กถ่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง ปากน้ำโพ


ส่วนคนนี้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเป็นใคร จ้าวเหล่าซือ
(ขอท่านถ่ายรูปแบบออกนอกหน้านอกตา -_-" )

ปล1. เดี๋ยวนี้ชอบเพ้อถึงเรื่องอนาคตที่ตัวเองต้องการ หลงในความฝันเสียจริงๆ
ปล2. หวังว่า ปล1 จะเป็นจริง
ปล3. รักเธอนะ